เสาไฟ ทำไมถึงรก เกิดจากอะไร เสาหนึ่งต้นมีสายไฟอะไรบ้าง

เสาไฟฟ้า

นับว่าหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ที่ชาวต่างชาติเข้ามาเที่ยวในประเทศไทย ต้องตื่นเต้นกันเกือบทุกคน คือนวัตกรรมที่เรียกว่า เสาไฟ ประเทศไทย วันนี้เราจะมาเล่าให้ฟังว่าเบื้องหลังเสาไฟฟ้าที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว มันประกอบไปด้วยอะไรบ้าง มาดูกัน

เสาไฟ ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง

  • สายไฟแรงสูง

Source : http://www.ieeeghn.org/wiki/index.php/File:Phoneline1903.jpg

ก่อนอื่นสายส่งไฟแรงสูงจะอยู่จุดบนสุดของเสาไฟฟ้า เอาไว้ส่งข้ามไปต่างหมู่บ้าน ต่างเขต ซึ่งสาเหตุที่ต้องไว้สูงเนื่องจากความอันตรายของมัน เพราะเป็นสายไฟฟ้าเปลือยนั่นเอง

  • สายไฟแรงต่ำ

ความสูงรองลงมาเป็นการแปลงไฟแรงสูง ลดลงมาให้ต่ำลงแล้วส่งเข้ามาใช้ในหมู่บ้าน หรือชุมชนขนาดเล็ก

  • สายโทรศัพท์และ อินเตอร์เน็ต 

เกิดจากผู้ให้บริการโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ต เช่าเสาไฟฟ้าในการเดินสายพาดผ่านนั่นเอง

เสาไฟฟ้า

สายไฟรุงรังได้ยังไง

  • เสาไฟ อดีต

Source : https://vanalogue.wordpress.com/tag/the-vancouver-electric-illuminating-company/

ก่อนที่จะเป็นยุคสมาร์ทโฟนนั้น การสื่อสารกันนั้นต้องใช้สายโทรศัพท์ต่อเข้าบ้านต่างๆนั้นเอง โดยที่ต้องต่อสายโทรศัพท์จากชุมสายโทรศัพท์ เข้ามาแต่ละบ้าน และปัญหาคือชุมสายโทรศัพท์บางครั้งต้องใช้ร่วมกันในรัศมี 10 กม รอบๆชุมสาย ซึ่งในหลายชุมชนมี 30 หลัง 50 หลัง 100 หลัง รวมกัน ทำให้ปริมาณสายโทรศัพท์ที่พาดบนเสาไฟมีปริมาณเยอะขึ้นมากๆนั่นเอง

  • เสาไฟ ปัจจุบัน

จริงอยู่ที่ปัจจุบันนั้นโทรศัพท์บ้านถูกลดบทบาทลงมาเหลือแค่สายอินเตอร์เน็ต Fibre optic แล้ว แต่ปัญหาคือสายโทรศัพท์เก่าที่ไม่ได้ใช้งานแล้วจะไม่ได้ถอดออกไปไหน เพิ่มเติมมาด้วยสายอินเตอร์เน็ต สายเคเบิลต่างๆที่เพิ่มขึ้นมา จนเกิดเป็นเสาไฟที่ยุ่งเหยิงนั่นเอง

เสาไฟฟ้าปัญหาที่ตามมา

  • ไฟไหม้

หลายครั้งสายไฟเหล่านี้เป็นต้นเหตุของการสะสมความร้อน และเมื่อมีเปลวไฟปลิวมาก็จะทำให้เกิดไฟไหม้นั่นเอง

  • อันตรายจากผู้คนเดินทาง

จากที่ได้เล่าไปข้างต้นว่าสายโทรศัพท์เก่าที่ไม่ได้ใช้งานนาน ก็จะเริ่มเสื่อมสภาพและหลายครั้งก็ย้อยลงมาเกิดอุบัติเหตุสำหรับคนที่สัญจรบนท้องถนนนั่นเอง

  • สุขภาพจิตเสีย

นอกจากการใช้ชีวิตประจำวันบนท้องถนนเป็นเรื่องที่เครียดและเสียเวลาแล้ว การที่มีสายไฟรกรุงรังก็เป็นชนวนทำให้เราเครียดจากการใช้ชีวิต ความกังวลด้านความปลอดภัยเช่นเดียวกัน

สรุป

ในหลายประเทศนั้นมีการเริ่มร้อยสายไฟลงใต้ดินแล้ว ที่ทำให้ชีวิตสะดวกและดูสบายตามากขึ้น แต่ด้วยข้อจำกัดต่างๆทำให้เราไม่สามารถนำสายไฟลงดินได้เท่าที่ควร เช่นเดียวกับอินเตอร์เน็ตที่นับวันเป็นเหมือนอากาศที่เราหายใจเข้าออก และมีปัญหาการใช้งานที่เราต้องหาใครสักคนช่วยดูแล ลองถามเราดูสิ เรามีอาสาสมัครที่คอยตอบปัญหาการใช้งานไอที เพื่อเป็นวิทยาทานฟรี โดยถามเราที่นี่เดี๋ยวผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีจะเข้ามาตอบให้ครบทุกคำถามเลย

ปรึกษาการทำระบบไอที

กรอกแบบฟอร์มให้เราติดต่อกลับ

หมูตายเป็นฟาร์ม ไม่มีวัคซีน ไม่มีข่าว ตายเรียบมาเป็นปี คล้ายการโจมตีจาก Ransomware

หมูตาย กับ Ransomware

หลังจากหลังปีใหม่เป็นต้นมาไม่กี่วัน เราก็ออกมาเผชิญปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยเฉพาะโปรตีนจานหลักของหลายคน “เนื้อหมู” เบื้องหลังที่เกษตรกรคนเลี้ยงหมูต้องเผชิญมานาน กับการที่หน่วยงานรัฐเพิ่งมาตรวจสอบเจอการระบาดของโรคอหิวาต์หมู โดยเชื้อนี้น่ากลัวยังไง แตกต่างจากการโจมตีของไวรัสไซเบอร์หรือเปล่า มาติดตามกันในตอนนี้กันเลย

แค่สัมผัสก็ตาย

นี่ไม่ใช่ภาพยนตร์ หรือ ซีรีส์บนเว็บแต่อย่างใด แต่โรคอหิวาต์แอฟริกา เป็นการประกาศศักดาของสงครามไวรัส และเศรษฐกิจของมนุษย์ครั้งใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การกระจายตัวของเชื้อไวรัสชนิดนี้ในหมู จะเริ่มทำให้หมูเกิดท้องเสีย อ้วก นอนซม เป็นไข้ไม่สบาย แล้วก็ตายในไม่กี่วันต่อมา เหมือนกับอหิวาต์ในคนครั้งที่มีการระบาดในอดีต โดยที่ความน่ากลัวของมันคือเชื้อเองสามารถติดกันได้เฉพาะจากหมูกับหมู ไม่ติดเข้ามาสู่คนก็จริง แต่เชื้อโรคตัวร้ายนอกจาการที่หมูมีเชื้อ มาสัมผัสกับหมูไม่มีเชื้อแล้ว มันก็สามารถติดผ่านเสื้อผ้าของคนจากคอก ไปอีกคอกหนึ่งได้อีกด้วย โดยไม่ต่างจากการแพร่เชื้อของโควิด 19 ที่กำลังระบาดในคนในตอนนี้ แต่การกระจายของเชื้อไวรัสในคอกที่รวดเร็ว และรุนแรง เพราะมันต่างกับมนุษย์ตรงที่ในคอกเลี้ยงสัตว์นั้น มีการอาศัยอยู่ในที่เดียวกัน มีการสัมผัสกันอย่างใกล้ชิดตลอด จึงทำให้การติดกันทำได้ง่าย และรวดเร็ว

 

แค่อาหารคนก็ติด

เป็นเรื่องที่น่ากลัวมากยิ่งขึ้น เมื่อหมูที่ตายจากการติดเชื้อไวรัสดังกล่าว มันยังคงอยู่และมีชีวิตอยู่ในซากศพนั้นได้อีกหลายเดือน ถึงแม้ว่าการรับประทานเนื้อหมูที่ติดโรคนั้นไม่เป็นอันตรายกับมนุษย์ก็ตาม แต่ความพัฒนาอีกขั้นของไวรัสคือถึงแม้จะปรุงหมูสุกแล้ว เชื้อโรคก็ยังไม่ตาย ถ้าหากนำเศษอาหารที่มีเชื้ออยู่ซึ่งอาจจะแค่การนำเศษอาหารที่มีเศษหมูติดเชื้ออยู่ในนั้น ก็จะทำให้มีการระบาดของเชื้อไวรัสได้นั่นเอง

 

แอบมองเธออยู่นะจ้ะ

ซึ่งแนวทางการป้องกันโรคระบาดในปัจจุบันนี้ ถ้าหากพบว่ามีหมูซักตัวในคอกติดเชื้อ ต้องทำการฝังกลบหมูทักคอกให้หายไป แล้วต้องปล่อยให้คอกว่างเปล่าว่างเว้นจากการเลี้ยงอีกหลายเดือน ซึ่งถ้าหากมองไปถึงการกระจายของไวรัสคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันนี้ก็มีพฤติกรรมที่คล้ายกับไวรัสอหิวาต์หมูเช่นเดียวกัน เพราะนอกจากมันสามารถอยู่เงียบในคอมพิวเตอร์ของเราได้นานเป็นปี แสกนไวรัสซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็สามารถหลีกเลี่ยงจากการถูกตรวจพบ ที่สำคัญวัคซีนป้องกันก็ไม่มีอีกด้วย

 

โจรขโมยข้อมูล (Ransomware) VS ไวรัสอหิวาต์หมู (AFS)

วิวัฒนาการของเชื้อไวรัสนั้นนอกจากการที่ทำให้เผ่าพันธุ์ตัวเองอยู่ไปได้ยาวนานที่สุด ทำให้หลายครั้งการปรับตัวให้อยู่รอดได้นานที่สุด อาจจะทำให้โรคอ่อนแอลงแต่อยู่ในเหยื่อได้นาน หรือสามารถแอบอยู่สักที่ได้นานจนกระทั่งมีพื้นที่ให้แสดงตัวอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งมันมีความสอดคล้องกันระหว่าง..

  1. โจรขโมยข้อมูล (Ransomware)

    ที่แรกเริ่มเดิมทีนั้นมีความรุนแรง ทำเครื่อง (Host) พัง ทำให้ระบบถูกทำลาย ซึ่งถ้าเกิดอุปกรณ์พังเสียหายแล้ว ตัวไวรัสหรือโจรเองก็จะสูญพันธ์ไปพร้อมกับอุปกรณ์ เลยมีการพัฒนาตัวเองให้มีความเฟรนลี่จนได้รับความไว้ใจ แล้วมาแผลงฤทธิ์ในวันที่พร้อมขึ้นมา ซึ่งจนหลายครั้งเองผู้ใช้งานไม่สามารถสืบย้อนกลับไปได้เลยว่ามันติดมาจากไหน ไฟล์มาจากใคร เพราะมันเนียนมาก เนียนมาตลอด

  2. ไวรัสอหิวาต์หมู (African Swine Fever)

    การระบาดของโรคนี้ในเอเชียนั้นมีการระบาดครั้งแรกในประเทศจีนเมื่อสิงหาคม 2018 จากนั้นมีการพบในฟิลิปปินส์ใน 1 ปีต่อมา จากนั้นก็ลามมาที่ลาว พม่า กัมพูชา เวียดนาม และมาเลเซียน ซึ่งตอนนั้นทางการไทยประกาศว่าไม่มีการค้นพบเชื้อดังกล่าวในประเทศ …


    บทความที่เกี่ยวข้อง
    ไวรัสคอมพิวเตอร์ VS ไวัรสโอมิครอน มีวิวัฒนาการร่วมกัน


    พฤติกรรมของเชื้อนั้นถ้าลองมาแกะ วิเคราะห์ดูนั้นปศุสัตว์ของมนุษย์นั้นเป็นการที่เอาสัตว์มาอยู่รวมกัน หายใจรดกัน เสียดสีกัน ซึ่งเป็นที่มาของการติดเชื้อโรคต่างๆได้ง่ายอยู่แล้ว จึงมีการใช้ยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) เพื่อไม่ให้มีการระบาดของเชื้อ ซึ่งส่วนหนึ่งทำให้สัตว์นั้นเกิดการดื้อเชื้อโรคใหม่ๆที่มีการอุบัติขึ้น ด้วยเหตุนี้เองถ้าเชื้อใหม่ที่สามารถทำให้หมูติดเชื้อได้ จึงเป็นไปได้ว่ามันเกิดจากเชื้อไวรัสนั้นพัฒนาก้าวข้ามขีดจำกัดของยาฆ่าเชื้อเหล่านั้นมาได้ แล้วมาเป็นความรุนแรงอย่างที่เป็นอยู่ ซึ่งเราก็ได้แต่หวังว่าจะมีการพัฒนาวัคซีน และยารักษามาปกป้องสารอาหารของมนุษย์ในเร็ววัน

สรุป

ปัญหาของการโจมตีของไวรัสคอมพิวเตอร์ก็พยายามที่ต้องการก้าวข้ามด่านป้องกันที่มี เพื่อขโมยหรือโจมตีเพื่อได้เงิน ได้ข้อมูล หรือ สิ่งที่แฮกเกอร์ต้องการ ทางทีมอาสาสมัคร Prospace ที่อยู่ในวงการนี้มา 20 กว่าปีแล้วก็ยอมรับว่า เราเองก็ยังคงต้องต่อสู้กับการระบาดไวรัส Ransomware ที่แข่งขันกับทีมพัฒนาความปลอดภัยตลอดไป ถ้าหากมีคำถามด้านไอทีและ Cyber Security สามารถทิ้งคำถามไว้ที่ฟอร์มด้านล่างนี้เลย


References :
Source1
Source2
Source3
Source4
Source5

Contact us

สมัครงาน ยังไง ให้บริษัทจ่ายค่าปรับเป็นล้าน ทำได้จริง!!!

คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

สมัครงาน เป็นกระบวนการที่วัยทำงานเกือบทุกคนต้องเคยผ่านมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมเอกสาร การเตรียมวุฒิการศึกษาต่างๆ ซึ่งหลังจากมีการประกาศใช้ PDPA ที่เป็นกฏหมายการเก็บข้อมูลลูกค้า อย่างนั้นเองรู้หรือเปล่าว่าแค่การสมัครงานก็อาจจะทำให้เราได้เงินล้านได้ด้วยวิธีการต่อไปนี้

ทำไมต้องใช้เอกสาร สมัครงาน

จะว่าไปเคยสงสัยหรือเปล่า ทำไมทุกครั้งที่เราต้องการ สมัครงาน ใหม่ถึงต้องมีการขอเอกสารเยอะแยะไปหมด

ทำไมเข้าไปทำงานแล้วพอจบวันก็รับเงินแบบนี้ได้หรอ??? … แน่นอนว่าได้ ถ้าหากต้องการอย่างนั้น ถ้าหลายคนเคยรับจ้างทำงานต่างๆ จ้างพิมพ์งาน จ้างตัดหญ้า จ้างขับมอไซค์ ฯลฯ ที่เป็นอาชีพที่ไม่มีรายได้ประจำ หรือ ฟรีแลนซ์ 

การที่ยืนยันตัวตน การขอเอกสารสิทธิ์ต่างๆก็ไม่จำเป็นแน่นอน แต่ถ้าพอเปลี่ยนจากพนักงานรายวัน มาเป็นการทำงานด้วยการรับเงินเดือน เข้ากรอบกฏหมายแรงงาน มีสิทธิ์เรียกร้องสิ่งต่างๆได้ด้วยหลักฐาน การสมัครงานด้วยเอกสารจะเข้ามาดูแลเราในวันที่นายจ้างอยู่ๆจะเลิกจ้าง ไม่จ่ายเงินเดือน หรือไล่ออกอย่างไม่เป็นธรรม ทางภาครัฐฯจะตรวจสอบข้อมูลต่างๆ เพื่อมาคุ้มครองเราได้ตามกรอบของกฏหมาย

สมัครงานสมัครงาน ใช้เอกสารอะไรบ้าง

โดยปกติการสมัครงานที่บริษัทส่วนใหญ่ใช้สมัครในประเทศไทย จะมีดังนี้

  1. เรซูเม่

    เป็นการเปิดโลกให้คนที่ไม่รู้จักเรา เข้าใจใน 1 หน้ากระดาษ ดังนั้นทักษะการนำเสนอตัวเองลงกระดาษจะช่วยให้ฝ่ายบุคคลนั้นคัดกรองครั้งแรกผ่านหน้ากระดาษแผ่นนี้ได้

  2. หลักฐานการศึกษา หรือ วุฒิการศึกษา

    สำหรับเด็กจบใหม่ที่ไม่มีประสบการณ์การทำงานมาก่อน การมีทรานสคริปสวยๆจากเกรดในวิชาเรียนจะช่วยให้คนเห็นตัวเลขเกรดในวิชานั้นๆได้ก่อน ฉะนั้นการตั้งใจเรียนไม่ได้หมายความว่าจะทำงานได้เก่ง แต่มันอาจจะเป็นแค่ไม่กี่ปัจจัยที่ทำให้คนที่เพิ่งเจอเรารู้ถึงความมุมานะในการเรียน 

  3. ทะเบียนบ้าน

    เอกสารเหล่านี้ปัจจุบันไม่ต้องถ่ายเอกสารจากตัวเล่มจริงประจำบ้านก็ได้ ในกรณีที่ไม่สะดวกเดินทางกลับบ้านไปถ่ายเอกสาร สามารถขอคัดสำเนาได้ที่สำนักงานเขต หรือ ที่ว่าการอำเภอ ซึ่งบางทีมีที่ตั้งสาขาในห้างสรรพสินค้า โดยการใช้บัตรประชาชนใบเดียวยื่นไปขอคัดสำเนาเท่านั้นเอง

  4. บัตรประชาชน

    แผ่นการ์ดพลาสติกใบนี้เป็นเสมือนตัวแทนของเราเอง ฉะนั้นบัตรประชาชนใบนี้จะตามไปทุกที่ ที่ใช้การยืนยันตัวตน โดยให้คัดลอกสำเนาเพียงด้านหน้า “อย่า”คัดลอกด้านหลังไปด้วย เพราะปัจจุบันตัวเลขด้านหลังของบัตรประชาชนจะเป็นตัวยืนยันตัวเองว่าเราเป็นเจ้าของจริง ไม่ใช่ใครแอบขโมยมา ดังนั้น “ห้ามคัดลอกสำเนาด้านหลัง” 

  5. รูปถ่าย

    ในหลายประเทศที่พัฒนาแล้วทางแถบแสกดิเนเวียน จะไม่มีการใช้รูป 1 นิ้ว 2 นิ้วในการสมัครงาน แต่ถ้ามาตรฐานในประเทศของเราการมีรูปถ่ายยังคงจำเป็นสำหรับการเข้าทำงาน รวมทั้งการใช้รูปภาพไปติดหน้าบัตรพนักงาน และการเก็บเอกสารเข้าไปในฐานข้อมูลบริษัท

  6. ใบผ่านการเกณฑ์ทหาร หรือ สด.9

    สำหรับผู้ชายเอกสารการผ่านการผ่านพันธะทางทหารจะเป็นสิ่งที่ทุกบริษัทจะนำมาพิจารณาเป็นอันดับแรกๆ เพราะถ้าหากต้องมีการเกณฑ์ทหาร เพราะถ้าถูกเกณฑ์ไปจะทำให้เราต้องลาออกจากการทำงานกลางคัน ในกรณีที่มีการเรียกฝึกกำลังพลของคนที่เรียน รด. บริษัทต้องจ่ายค่าจ้างตลอดเวลาที่ไปฝึกกำลังพลไม่เกิน 60 วัน

  7. ใบรับรองการผ่านการฝึกอบรมต่างๆ

    สำหรับคนที่เปลี่ยนงานมาหลายครั้งด้วยการอัปเกรดทักษะให้มากขึ้น ได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น การมีใบรับรองการฝึกอบรมจากสถาบันต่างๆ ก็เป็นสิ่งที่นายจ้างจะนำมาพิจารณาจ้าง และไม่ต้องเสียเวลามาลุ้นว่าพนักงานที่จะจ้างมาทำตำแหน่งนั้นได้ดีหรือเปล่า

  8. ใบประกอบวิชาชีพ

    ในกรณีที่ทำงานที่ต้องใช้ใบประกอบวิชาชีพ เช่น ตรวจสอบบัญชี ลงนามในการก่อสร้างตามหลักวิศวกรรม หรือผู้ควบคุมอากาศยาน เหล่านี้จำเป็นต้องมีใบวิชาชีพที่กำหนดตามกฏหมายมาประกอบด้วย รวมถึงใบขับขี่ในกรณีที่ต้องใช้ยานพาหนะทำงาน

  9. พอร์ตผลงาน

    เกณฑ์การพิจารณาของกลุ่มคนทำงานด้านศิลป์ หรือ ในตำแหน่งที่ต้องมีผลงานมาพิจารณา การเก็บผลงานเด่นๆมานำเสนอให้กับว่าที่นายจ้าง จะทำให้ว่าที่บริษัทที่เราจะทำงานด้วย ได้เห็นผลงานการทำงานได้ง่าย รวมไปถึงเกณฑ์การพิจารณาตำแหน่ง และค่าจ้างก็มีผลมาจากผลงานที่สะสมไว้ด้วย

  10. ใบตรวจร่างกาย

    หลายบริษัทจะมีการตรวจร่างกายเข้าทำงาน ตรวจสารเสพติด หรือเช็คประวัติอาชญากรรม โดยเฉพาะในช่วงการระบาดของโควิดบางบริษัทที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการรวมกลุ่มก็อาจจะต้องตรวจ ATK ให้กับพนักงาน หรือต้องการเอกสารรับรองการตรวจหาโควิดก่อนที่จะเข้าทำงานด้วยนะ

อย่าส่งบทความนี้ไปให้นายจ้างรู้

เราจะพบว่าข้อมูลส่วนตัวของเราเกือบทั้งหมดในชีวิต ถ้าไม่รวมบัตรเครดิตและใบแจ้งหนี้ของเรา ก็ตกเป็นของบริษัทโดยเกือบชอบธรรม

ไม่รวมว่าวันหนึ่งอาจจะมีการตรวจสอบเจอว่าเราไปแสดงความคิดเห็นทางการเมืองไม่ตรงกัน หรือแอบเอาข้อมูลเราส่งไปให้บริษัทขายประกันโทรมาอีก..ทำยังไงดีละทีนี้ หึหึ

เลยเกิดเป็น พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลผู้บริโภค (PDPA) ขึ้นมาคุ้มครองในกรณีที่อยู่ๆบริษัทแอบเอาข้อมูลของเราไปสมัครทำอะไรที่เราไม่ต้องการ เอาไปลงชื่อเข้าร่วมแคมเปญที่เราไม่เคยรู้มาก่อน เหล่านี้เรามีสิทธิ์จะฟ้องร้องค่าเสียหายจากการกระทำของบริษัท โดยการฟ้องร้องค่าเสียหายได้

โดยที่ผ่านมามีเหตุการณ์ที่บริษัทเอาข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลอีเมลไปแอบตรวจเช็คบัญชีโซเชี่ยลมีเดีย หรือไปแอบสืบมาว่าเราเคยทำอะไรมาก่อนแล้วมาเป็นเหตุผลการเลิกจ้าง เหล่านี้ทำให้เราสามารถป้องกันตัวเองจากนายจ้างที่ทำอะไรไม่เข้าท่าจากกฏหมาย PDPA ด้วย

สมัครงานนายจ้างจะลืมป้องกันตัวเองตอนไหน?

จากการบังคับใช้กฏหมายฉบับนี้ถ้าหากว่าเราในฐานะลูกจ้าง ก่อนที่จะให้เอกสารการสมัครงานต่างๆก็ตาม

สิ่งที่จำเป็น และต้องมีคือการมีเอกสารสัญญาฉบับหนึ่งในการบอกกล่าวเราว่าเอกสารที่ได้จากเราจะเอาไปต้มยำทำแกง อะไรบ้าง จะเอาไปเก็บไว้ยังไง เก็บที่ไหน เอาข้อมูลไปทำอะไร สิ่งไหนที่ทำได้ ทำไม่ได้ โดยแล้วแต่กฏเกณฑ์การทำงานของแต่ละองค์กร จากนั้นมีการลงชื่อว่าเรารับทราบแล้ว และได้เอกสารสำเนากลับมาเก็บไว้กลับเราเองอีกฉบับเพื่อกลับมาตรวจสอบว่าบริษัท ไม่ได้เล่นแง่อะไรกับเราเพิ่มเติม และตรวจสอบย้อนกลับในวันที่เราถูกคุกคามด้วยอะไรที่ไม่ได้ตกลงกันไว้

สรุป

ในฐานะลูกจ้างของเราการทำงานที่ตามตกลงเป็นเสมือนข้อตกลงที่ได้ทำกันไว้ในวันแรกของการทำงาน นอกเหนือจากข้อตกลงถ้าหากมีการตกลงที่ชัดเจน

ก็เป็นเหมือนการยอมรับในกฏเกณฑ์เพิ่มขึ้นระหว่างการทำงาน ดังนั้นข้อมูลส่วนตัวของเราก็เป็นเหมือนหนึ่งในสิทธิ์ที่เราในฐานะลูกจ้าง ต้องปกป้องตัวเองเพื่อป้องกันตัวเองในวันที่ถูกคุกคามนั่นเอง อย่างไรก็ตามถ้าหากบริษัทของคุณยังไม่เตรียมพร้อมใบสัญญาการเก็บข้อมูลกับคุณ สามารถเริ่มต้นปรึกษาการทำ PDPA กับเรา เพียงกรอกแบบฟอร์มด้านล่างนี้ได้เลย

เตรียมระบบ PDPA ให้เสร็จใน 30 วันได้ยังไง?

โดยปกติการเตรียมระบบ และเอกสารของ PDPA เพื่อปรับใช้กับตำแหน่งต่างๆในบริษัท ต้องเริ่มตั้งแต่กระบวนการปรึกษานักกฏหมาย และการเตรียมระบบเก็บข้อมูลสำหรับแต่ละแผนก ซึ่งอาจจะใช้เวลาเตรียมตัวนาน 3-6 เดือน ทำให้เราเห็นถึงความเหนื่อยล้าของการเตรียมการที่ไม่จำเป็น จึงเกิดเป็นบริการชุดเอกสาร PDPA ที่จำเป็นสำหรับแผนกต่างๆที่ต้องใช้ในการขออนุญาตจัดเก็บข้อมูล

ลดเวลาเตรียมระบบจาก 6 เดือน เป็น 30 วัน

ปรึกษาการทำระบบ PDPA สำหรับองค์กร

ทีมงานจะติดต่อกลับไป

ทวิตเตอร์สรรพากรถูกแฮก สาเหตุจากอะไร วิธีป้องกันยังไงให้ปลอดภัย

สรรพากรถูกแฮกทวิตเตอร์

กรมสรรพากรแจ้งเตือนขณะนี้ ทวิตเตอร์ถูกแฮกเปลี่ยนชื่อเป็น @RevenueDept โดยหน้าทวิตเตอร์ถูกเปลี่ยนเป็นการโปรโมตหน้าสินทรัพย์ดิจิตอล NFT ไปเมื่อวันที่ 16 มกราคมที่ผ่านมา เกิดได้ยังไง ปมปัญหา และแก้ไขยังไง? สรุป..

ปมปัญหา

มีการผูกประเด็นการถูกแฮกเข้าบัญชีครั้งนี้น่าจะเกิดจากการที่กรมสรรพกรเตรียมที่จะเก็บภาษีเทรดคริปโต โดยการคิดเฉพาะส่วนที่เทรดได้กำไร แต่ไม่มีการหักลบการเทรดขาดทุนจากเหรียญคริปโต ซึ่งทำให้เกิดความไม่พอใจกับคนที่ใช้เหรียญคริปโตในสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นที่มาของการสันนิฐานการเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น จากการเปลี่ยนหน้าเพจทวิตเตอร์เป็น Revenue NFT 

แฮกเกอร์เข้ามายังไง

โดยปกติการเข้ามาแฮกข้อมูลของบัญชีโซเชี่ยลมีเดียนั้นก็มีหลักๆไม่กี่วิธีจากเคสที่ไม่ได้มีการป้องกันการเข้ารหัสสองขั้นตอน 2FA โดยถ้าหากเป็นบัญชีรูปแบบรหัสผ่านแบบเดิมนั้น ถ้าหากแฮกเกอร์รู้รหัสผ่าน เดารหัสผ่านที่ง่าย รู้อีเมลสำรอง หรือ เข้าถึงอีเมลที่กู้รหัสผ่านได้ก็อาจจะทำให้ถูกขโมยรหัสผ่านไปใช้ได้อย่างง่ายดาย

สรรพากรถูกแฮกทวิตเตอร์

ล่าสุด 17 มกราคม เวลา 0.08 น. ทางกรมสรรพากรได้มีการประกาศแจ้งเตือนและกู้บัญชีกลับมาได้แล้ว เพียงแต่หน้าโปรไฟล์นั้นยังไม่ถูกกู้กลับคืนมา ในเคสนี้เราสันนิฐานได้ว่าการเข้ามาแฮกของแฮกเกอร์นั้นอาจจะได้ไปเพียงรหัสผ่านเท่านั้น แต่อาจจะไม่สามารถเข้าถึงบัญชีกู้รหัสผ่านได้นั่นเอง

วิธีการป้องกันสองชั้น

การป้องกันการถูกแฮกข้อมูลนอกจากการเพิ่มระดับความปลอดภัยของรหัสผ่าน โดยการเข้ารหัสสองขั้นตอน โดยหลักๆจะเลือกได้ทั้งการรับ OTP ผ่านข้อความ และการใช้แอพพลิเคชั่น Authentication ของ Google ที่ช่วยให้มีการสุ่มรหัสผ่านใหม่ทุก 30 วินาที

ช่วยให้แฮกเกอร์ที่จะพยายามหลอกล่อเอาข้อมูลของเรา ต้องแฮกข้อมูลเข้าไปยังแอพพลิเคชั่นดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันทำได้ยากมาก ถ้าหากไม่รู้จักเจ้าของบัญชี หรือแอบเข้ามือถือของเจ้าของบัญชีนั้นได้


บทความที่เกี่ยวข้อง
การป้องกันสองชั้น 2FA คืออะไร ช่วยป้องกันแฮกเกอร์ได้มากกว่าเดิมอย่างไร?


วิธีการป้องกันจากระบบ

นอกจากนี้การคัดกรองด้วยเครือข่ายข้อมูล ก็เป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญมากสำหรับคนทำงานในออฟฟิศ โดยตัวกรองดังกล่าวคือเครื่อง Firewall ที่มีการดูแลฐานข้อมูลแฮกเกอร์ล่าสุดตลอดเวลา ซึ่งหลายบริษัทมักจะล่วงเลยการดูแลระบบนี้ เพราะอินเตอร์เน็ตใช้ได้เป็นปกติ หรือไม่ถูกโจมตีก็มักจะนิ่งนอนใจ แล้วผู้ดูแลซึ่งส่วนใหญ่เป็นไอทีในบริษัทนั้นละเลย 

สรรพากรถูกแฮกทวิตเตอร์

เนื่องจากไอทบริษัทปัจจุบันต้องดูแลงานส่วนอื่นที่ล้นมือ ตั้งแต่ซ่อมคอม ปริ้นเตอร์ ลงโปรแกรม ดูแลเน็ต ระบบแอพ เว็บบริษัท ฯลฯ  หลายครั้งจึงไม่ได้มีการต่ออายุ และอัปเดตอุปกรณ์ Firewall ให้ทันสมัยตลอดเวลา เพราะมีบางครั้งที่มีงานล้นมือนั่นเอง เป็นที่รู้กันว่าการตรวจสอบอุปกรณ์นั้นควรทำทุกต้นสัปดาห์ของการทำงานหรือทุกสองสัปดาห์เป็นอย่างน้อย จะช่วยป้องกันให้องค์กรนั้นมั่นใจว่าสัปดาห์นี้ได้รับการตรวจเช็คระบบความปลอดภัยแล้วนั่นเอง

สรุป

จากการที่เหล่าบัญชีของหน่วยงานราชการถูกแฮกข้อมูลบ่อยครั้ง ทำให้บริษัทเองก็น่าจะต้องตรวจสอบระบบความปลอดภัยของตัวเอง ทั้งระบบอีเมล ระบบฐานข้อมูลของบริษัท ว่ามีความปลอดภัย มีการเข้าถึงรหัสผ่านสองขั้นตอน ตามมาตรฐานการทำงานรูปแบบใหม่หรือยัง 

รวมถึงควรมีการตรวจเครื่อง Firewall ที่เป็นปราการด่านแรกที่จะเจอแฮกเกอร์ ว่ามีความฟิตและพร้อมดูแลอินเตอร์เน็ตของบริษัทอย่างสม่ำเสมอหรือเปล่า เพราะอย่าลืมว่าก่อนหายนะจะมา ทุกคนจะเพิกเฉยต่อความปลอดภัยที่อยู่ในคู่มือ ถ้าหากไม่มีผู้เชี่ยวชาญดูแล Firewall หรืออยากจะให้มีทีมงานดูแลระบบความปลอดภัยเฉพาะทาง Firewall ทางเรามีบริการช่วยเหลือส่วนนี้ สามารถกรอกแบบฟอร์มด้านล่างนี้ ให้ทีมงานเราติดต่อกลับไปได้เลย


References :
Source1
Source2

Contact us

Cybersecurity ป้องกันโดนโจมตีระบบไซเบอร์ด้วยโมเดลของแผ่นชีสสไลด์ (Swiss cheese model)

swiss cheese model

หลายคนที่ทำงานด้านไอทีนั้นหลายคนได้ช่วยเหลือองค์กรในการป้องกันการถูกโจมตี เรียกค่าไถ่ข้อมูลอยู่หลากหลายวิธีการ ทั้งการติดตั้งแอนตี้ไวรัส (Antivirus) ทั้งการติดตั้งไฟร์วอลล (Firewall) และตั้งค่าอย่างละเอียดเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาแต่หลายครั้งก็ยังไม่เพียงพอ จนไม่รู้จะไปต่อยังไงดี จึงมีโมเดลหนึ่งในการเช็คลิสต์ระบบความปลอดภัย คือ Swiss cheese model หรือชีสที่เป็นรูๆที่หนูเจอรี่ชอบขโมยไปกินนั่นเอง มันเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยยังไง ตามมมากันเลย

สายดำ VS สายขาว

การเดินทางของไวรัสคอมพิวเตอร์เดินทางมาหลากหลายตั้งแต่ยุคที่มีการเขียนโค้ดให้บอททำงานด้วยตัวเองได้ในหลายสิบปีก่อน

จนเกิดเป็นการทำงานของบอทตามจุดประสงค์ต่างๆขึ้นมาทั้งการหลอกลวงเอาบัญชีธนาคาร ขโมยบัตรเครดิต จนวิวัฒนาการมาเป็นการหลอกเอาเหรียญคริปโต ต้มตุ๋นเอาบัญชีโซเชี่ยลมีเดีย นั่นเป็นการทำงานของสายดำหรือแฮกเกอร์ แล้วพอมาดูสายสร้างป้อมปราการระบบ Cybersecurity ก็มีหลากหลายวิธีเช่นเดียวกัน

ตั้งแต่การป้องกันด้านกายภาพ เช่น ไม่เสียบแฟลชไดร์ฟแปลกปลอม ไม่เปิด SMS จากคนที่ไม่รู้จัก เทรนพนักงานให้ป้องกันการถูกลอบโจมตีต่างๆ หรือการป้องกันทางระบบ เป็นต้นว่าการใช้ Firewall การจัดการกับจราจรข้อมูลในบริษัท การหาโปรแกรมแอนตี้ไวรัส หรือเลือกใช้โฮสต์อีเมลที่ปลอดภัยจากการคุกคาม หลากหลายวิธีการที่เลือกมาใช้ตามความชำนาญของทีมงานนั่นเอง แต่โมเดลในการป้องกันความปลอดภัยที่น่าสนใจอย่างหนึ่งคือชีสสวิสโมเดล หรือการเอาชีสแผ่นรูๆมาวางซ้อนๆกันจะช่วยรักษาความปลอดภัยได้ยังไงกันนะ?

swiss cheese modelโมเดลชีสสวิสต์ (Swiss Cheese model)

หลายคนคงคุ้นเคยกับชีสในประเทศเรา ทั้งชีสแบบยืด(Mozzarella Cheese)ที่เอามาใส่ในพิซซ่า และชีสแบบเหลว (Cheddar Cheese)

ที่เอามาใส่ในแฮมเบอร์เกอร์ อาจจะไม่คุ้นชินกับชีสรูที่เกิดจากฟองอากาศคาร์บอนไดออกไซค์ในก้อนชีส ที่หมักบ่มในแบคทีเรีย จนเมื่อครบเวลาที่กำหนด ชีสจะเป็นก้อนแข็งพอผ่าออกมาจะมีรูๆข้างใน ถ้าไม่เห็นภาพให้ลองนึกถึงหนูเจอรรี่ ที่ชอบขโมยชีสจากห้องครัวไปกิน จนเป็นที่มาของโมเดลชีสสวิสที่เอามาใช้เช็คลิสต์รักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ได้(ซะงั้น)

แผ่นชีสกับการป้องกันโดนโจมตี

โดยแนวคิดนี้มาจากโปรเฟสเซอร์ เจมส์ ที รีเซอน (Prof.James .T Reason) จากมหาวิทยาลัยแมนเซสเตอร์ ประเทศอังกฤษ

โดยที่แนวคิดนี้จะหั่นแผ่นชีสออกมาเป็นแผ่นๆ เพื่อแยกชิ้นส่วนออกมาว่าชิ้นไหนทำหน้าที่อะไร ยกตัวอย่างการเดินทางด้วยเครื่องบิน ด่านแรกที่เราจะเจอคือการตรวจโลหะทางเข้าเกท จากนั้นก็ตรวจของเหลว ตรวจบัตรโดยสารที่ตรงกับเจ้าตัว จากนั้นระบบการบินจะตรวจสอบความปลอดภัยของอุปกรณ์การบิน พนักงานทำงานตามระบบความปลอดภัย เป็นระดับคววามปลอดภัยทางการบิน เช่นเดียวกันกับระบบความปลอดภัยของไอที ก็จะแบ่งระดับชั้นตามความต้องการ ซึ่งในโมเดลดังกล่าวมีการประยุกต์ได้หลากหลายรูปแบบ แล้วทำไมต้องเรียงกันด้วยแผ่นชีส?

ทำไมต้องแยกชั้นด้วยแผ่นชีส

ด้วยการเกิดฟองคาร์บอนไดออกไซค์ของชีสนั้นเป็นการเกิดฟองแบบกระจัดกระจายไม่สม่ำเสมอ

เมื่อลองหั่นออกมาเป็นแผ่นบางๆ ชีสแต่ละแผ่นจะมีรูในตำแหน่งที่ต่างกันออกไป เมื่อเอามาจัดวางเรียงกันแล้วทำให้รูที่เป็นเหมือนช่องโหว่ของการทำงาน ไม่ตรงกันจนแผ่นสุดท้าย ซึ่งถ้าเปรียบเป็นการโจมตีเรียกค่าไถ่ทางไซเบอร์

swiss cheese model

ถ้าให้จุด (A) เป็นจุดคัดกรองทางกายภาพ เช่น ไม่เสียบแฟลชไดร์ฟเข้าเครื่อง แต่แฮกเกอร์ผ่านจุด (A) แต่เปลี่ยนไปเข้าทางอินเตอร์เน็ต เลยถูกไฟร์วอลล์คัดกรอง IP address ในจุด (B) ทำให้ถูกกำจัดออกจากระบบ ซึ่งก็ยังมีบางส่วนที่ผ่าน Firewall เข้ามาได้ถึงโปรแกรมแอนตี้ไวรัสในเครื่องตรวจจับไม่เจอในจุด (C) จึงเข้ามาถึงเครื่องคอมพิวเตอร์แล้ว แต่ไม่สามารถขออนุญาตระบบให้รันโปรแกรมได้ในโหมด Admin ในจุด (D) สิ่งที่เห็นได้ว่าโมเดลนี้จะแบ่งชั้นการทำงานอย่างชัดเจน ไม่สามารถใช้ รหัสเดียวกัน วิธีการเข้าแบบเดียวกัน เข้าไปสู่ระบบได้ เสมือนรูชีสที่มีช่องว่างไม่ตรงกัน เมื่อเอาทุกแผ่นมาวางเรียงซ้อนกันนั่นเอง

สรุป

ระบบรักษาความปลอดภัย หรือการจัดการในภาวะวิกฤติ (Crisis management) เป็นการลดความเสี่ยงจากการเกิดวิกฤติด้วยการแบ่งเป็นระดับชั้นของความปลอดภัย

ฉะนั้นถ้าหากในทุกระดับชั้นมีการนิยาม และแบ่งความสำคัญอย่างชัดเจน ดังเช่นระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์นั่นเอง โดยที่นอกจากการเตรียมตัวในระบบดังกล่าวแล้ว การปรับปรุงระบบฐานข้อมูลบริษัทให้มีการตรวจสอบกันเองด้วย Zero trust architecture ก็จะช่วยให้ลดการเข้าถึงข้อมูลของพนักงานของคุณ หรือแม้กระทั่งการป้องกันการโจมตีของ Ransomware ก็ล้วนเริ่มใช้เทคโนโลยีดังกล่าวเข้ามาบริหารจัดการ โดยอยู่ในบริการที่ชื่อว่า Firewall as a Service

ปรึกษาการทำระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์

กรอกแบบฟอร์มที่นี่

Ecommerce ยอมขาดทุนปีละหลายหมื่นล้านเพื่ออะไร

 ในการทำธุรกิจในรูปแบบที่ใช้มาหลายพันปี คือการนำอะไรไปขายให้ได้มากกว่าต้นทุนที่ซื้อมา แต่พอยุคออนไลน์ทำไมนักธุรกิจยุคใหม่ยอมขายของขาดทุนมาหลายปีไปเรื่อยๆแล้วไม่เจ๊งสักทีวันนี้มีคำตอบ

ขาดทุนคือกำไร

ถ้าหากเคยได้ยินวลีนี้ในการทำธุรกิจ ก็ต้องบอกได้เลยว่าคงเป็นธุรกิจการกุศล หรือไม่แสวงหาผลกำไรจริงจังสักเท่าไหร่ เพราะหัวใจของการทำธุรกิจเป็นการนำกำไรที่ได้มา เอาไปต่อยอดในธุรกิจหรือเปลี่ยนชีวิตของบางคนให้ดีขึ้นไป แต่ทำไมธุรกิจเกิดใหม่ประเภท Tech company ถึงใช้เทคนิคนี้แล้วบริษัทโตขึ้น มีคนมาระดมทุนมากมายมหาศาลได้กัน?

ตัวอย่างแพลตฟอร์มออนไลน์ Shopee ได้รายงานผลประกอบการ (เมษายน-มิถุนายน 2021) ปรากฏว่าขาดทุนสุทธิกว่า 1.4 หมื่นล้านบาท ก็ยังคงดำเนินการต่อได้และยังไม่มีท่าทีว่าจะยุติการบริการ เพราะสิ่งที่อยู่เบื้องหลังการเติบโตและสำคัญกว่าการต้องการกำไรจากการดำเนินงานก็คือ “ข้อมูล” ขนาดมหึมา 

สิ่งแวดล้อมของฉัน

ไม่ต่างจากเมื่อครั้งที่เว็บค้นข้อมูลอย่าง Google ได้เกิดขึ้นมานั้นยังไม่สามารถทำกำไรได้ตั้งแต่ครั้งแรก เพราะทำหน้าที่เพียงการสืบค้นข้อมูลจากคีย์เวิร์ดที่เราค้นหาบนหน้าเว็บไซต์แล้วจากนั้นผู้ใช้อย่างเราก็ออกจากหน้าเว็บ Google ไป แต่เบื้องหลังของมันมีอะไรที่น่าสนใจและทำเงินได้มหาศาล คือสิ่งแวดล้อมของ Google

Google นั้นได้เห็นโอกาสที่คนค้นหาสิ่งต่างๆใน Google เป็นเงินจากการรู้ว่าลำดับที่แสดงขึ้นเว็บ Google นั้นก็มีมูลค่า การที่เราไปค้นหาอะไรบนเว็บไซต์ก็เริ่มสืบรู้ได้ว่าเราอยากได้อะไร เป็นที่มาของการนำโฆษณาที่เราต้องการติดตามไปอยู่บนเว็บเพจ สร้างสิ่งแวดล้อมของ Google ด้วยการทดลองสิ่งต่างๆทั้งเคยสร้าง โซเชี่ยลมีเดียแต่ไม่สำเร็จ ซื้อเว็บไซต์สตรีมมิ่งวีดีโอ ซื้อแผนที่ดาวเทียมมาให้บริการฟรีๆ ให้บริการบลอคแล้วคนมาเขียน เป็นต้น โดยหวังว่าจะทำให้คนอยู่ในโลกของ Google ได้ตลอดเวลา …แล้ว Google ได้ประโยชน์อะไร

เป็นทุกอย่างในชีวิตเธอ

เบื้องหลังทองคำของโลกออนไลน์มีสิ่งมหัศจรรย์ที่เรียกว่า “คุ้กกี้” ซึ่งรู้พฤติกรรมการใช้งานเว็บไซต์ของเรา รู้ว่าเราค้นหา “ซื้อ มือถือ” ในหน้าค้นหา จากนั้นมันก็ตามมาโฆษณา “มือถือ OPPO” บนเว็บดูวีดีโอ เพราะรู้ว่าเราใช้มือถือ OPPO ในปัจจุบัน ยังรู้ว่าเรามีรายได้ประมาณเดือนละเท่าไหร่จากการซื้อของ ทั้งหมดนี้เชื่อมต่อกันด้วย “Big data” จึงตอบคำถามว่าทำไม “Shopee” ยอมขาดทุนหลายหมื่นล้าน แต่ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ตลอด ทั้ง Wallet แจกคูปอง ปล่อยเงินกู้ รู้ว่าเราซื้อของอะไร ใส่อะไรในตระกร้า เพราะสุดท้ายแล้วพอเราเสพติดการซื้อสินค้า และคู่แข่งทะยอยออกจากตลาดไป ก็จะเริ่มทำเงินได้มากขึ้น ได้ข้อมูลความต้องการของคนส่วนใหญ่แล้วนั่นเอง

สรุป

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “กำไร” ในธุรกิจยังคงสำคัญอยู่ เพียงแต่ว่า “ข้อมูล” ที่มากพอจะทำให้ธุรกิจยุคใหม่เติบโตอย่างก้าวกระโดดผ่านการเก็บข้อมูลของเราในทุกๆพฤติกรรมบนโลกออนไลน์ เลยเป็นที่มาของการควบคุมไม่ให้เว็บไซต์เก็บข้อมูลส่วนตัวจนเราถูกสอดแนมตลอดเวลา จึงเป็นที่มาของการต้อง “ขอสิทธิเก็บข้อมูล” ในกฏหมาย PDPA ประเทศไทยในปี 2565 ที่จะมาถึงนั่นเอง โดยที่ทุกการเก็บข้อมูลต้องแจ้งให้เจ้าของรู้ว่าข้อมูลบัญชีจะถูกเอาไปยิงแอด หรือ เก็บไว้เฉยๆ เราอนุญาตหรือไม่อนุญาต ที่ทุกเว็บไซต์ในประเทศไทยจำเป็นต้องมีการ “ขอสิทธิเก็บข้อมูล (Cookie)” โดยที่ถูกต้องตามกฏหมาย PDPA ด้วยเช่นเดียวกัน ฉะนั้นถ้าหากไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงก็สามารถปรึกษาเราจากแบบฟอร์มด้านล่างนี้ หรือ ดูบริการ PDPA ของเราที่นี่


References :
Source1
Source2
Source3
Source4

เว็บไซต์ เก็บ Cookie รู้ได้ยังไงว่าเราชอบเพลงอะไร สิ่งที่ควรรู้ก่อน PDPA บังคับใช้

เว็บไซต์

ทำไมเราเข้า เว็บไซต์ ดูคลิปวีดีโอแล้วมันสุ่มเพลงที่เราไม่รู้จักมาให้ฟังแล้วมันโดนใจเรา สุ่มคลิปที่เราสนใจแล้วเราก็ดูจนจบทั้งวีดีโอ เข้าเว็บช้อบปิ้งที่ไม่ได้สมัครสมาชิกแต่จำได้ว่าเราเคยใส่สินค้าตัวไหนไว้ในตระกร้า วันนี้เราจะพามาสู่จักรวาลของข้อมูลชิ้นเล็กๆที่เรียกว่า “คุ้กกี้

คุ้กกี้ เว็บไซต์ รุ่นบุกเบิก (Magic cookie)

ถ้าเว็บหนึ่งประกอบด้วยหน้าหลัก และระบบหลังบ้าน คุ้กกี้ก็เป็นข้อมูลชิ้นเล็กๆที่พูดคุยกันระหว่าง “ผู้ใช้” และ “เจ้าของเว็บ” นั่นเอง

โดยที่หน้าที่หลักๆของมันในระยะแรกมันเป็นตัวกลางที่รับและส่งข้อมูลระหว่าง “ผู้ใช้” และ “เจ้าของเว็บ” ในการส่งข้อมูล เหมือนส่งจดหมายไปมาระหว่างกันแต่ก็เกิดปัญหาว่ายุคนั้นการรับส่งข้อมูลด้วยอินเตอร์เน็ตนั้นยากลำบาก ตัวเก็บข้อมูลนั้นมีราคาแพง รวมถึงหลายปัจจัยที่ทำให้มีการพัฒนาเป็นคุ้กกี้รุ่นต่อมา ที่เรียกว่า HTTP cookie ขอเรียกชื่อเล่นว่า คุ้กกี้รุ่นปัจจุบัน

คุ้กกี้ เว็บไซต์ รุ่นปัจจุบัน (HTTP cookie)

ในปี 1994  มีโปรแกรมเมอร์ชื่อ Lou Montulli ได้พัฒนาคุ้กกี้รุ่นใหม่ ทดแทนคุ้กกี้รุ่นบุกเบิกที่ใช้งานเพียงรับส่งข้อมูลระหว่าง “ผู้ใช้” และ “เจ้าของเว็บ”

สิ่งที่พัฒนาขึ้นมาคือแทนที่จะรับส่งข้อมูลเหมือนจดหมายที่ทำให้เจ้าของเว็บแบกข้อมูลมหาศาล เปลี่ยนเป็นการเก็บข้อมูลไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้อย่างเราๆแทน และทุกครั้งที่เราเข้าเว็บไซต์นั้น เจ้าของเว็บจะมาเปิดดูข้อมูลคุ้กกี้ที่ถูกจดบันทึกไว้ในเครื่องเรา แล้วจะจำได้ว่าเมื่อคราวก่อนเราทำอะไรกับเว็บไซต์นี้นั่นเอง

เว็บไซต์

คุ้กกี้เป็นเพื่อนรักที่สอดแนม

แน่นอนว่าการมีคุ้กกี้เข้ามาจะทำให้เราไม่ต้องเข้าบัญชี Facebook หรือ Youtube ใหม่ทุกครั้งที่เปิดเข้าหน้าเว็บ

เราฟังเพลงค้างไว้ที่นาที 3.01 แล้วคอมพ์ดับไปก็สามารถกลับมาเปิดได้ที่จุดเดิมที่ถูกปิดไปเมื่อกี้  สะดวกกับผู้ใช้อย่างเรา และเพื่อนรักคนนี้จะมีหน้าที่จดจำเช่นเดียวกัน 

ตัวอย่าง การสอดแนม เช่น คุณ  A ชอบฟังเพลงป๊อบเกาหลี ชอบดู Vlog ของไอดอลเกาหลี ระบบก็จะติดตามพฤติกรรมของเราไปเรื่อยๆว่า แล้วถ้าสุ่มส่งเพลงป๊อบเกาหลีของคนอื่นไปคุณ A จะฟังไหม จะฟังจนจบเพลงหรือกลับมาฟังซ้ำหรือเปล่า การติดตามพฤติกรรมเหล่านี้ส่วนใหญ่จุดประสงค์เพื่อทำให้เราเสพติดให้เราวนเวียนอยู่ในที่นั่นนานๆ ซึ่งเหมือนจะดีแต่มันเริ่มจะทำให้เรารู้สึกถูกคุกคามเมื่อมันทำหน้าที่มากเกินเพื่อนรักนั่นเอง

คุ้กกี้เพื่อนรักหักเหลี่ยม

ด้วยความที่เรารักและไว้ใจมันมากๆจนเกิดเป็นการติดตามเราไปในทุกลมหายใจ

แม้กระทั่งเราพูดคุยกับเพื่อนอยู่ดีๆก็มีผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องขึ้นมาเป็น Ads บนหน้าเว็บไซต์ หรือวันดีคืนดีก็มี SMS ให้ไปกู้เงิน (รู้ด้วยว่ากำลังร้อนเงินอยู่ ><” ) หลายเคสหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคนใช้อินเตอร์เน็ตทั่วโลก ทำให้รัฐบาลของแต่ละรัฐ แต่ละประเทศนั้นต้องเริ่มดันกฏหมายไม่ให้คุ้กกี้เข้าไปทำอะไรที่ยุ่งวุ่นวายกับสิทธิส่วนบุคคลนั่นเอง โดยประเทศไทยเรามี พรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่จะประกาศใช้ 1 มิ.ย. 2565 ที่มีชื่อเล่นว่า PDPA (Personal Data Protection Act)

จ่ายค่าปิดปาก ransomware

กฏหมายใหม่จะดัดนิสัยคุ้กกี้เพื่อนรักยังไง

จากเดิมทีเว็บไซต์จะเก็บข้อมูลคุ้กกี้ ที่เข้าใช้งานเว็บของเราสามารถทำได้โดยอิสระเสรี

จนกระทั่งการเข้ามาของกฏหมายฉบับดังกล่าว สิ่งที่เว็บไซต์ต้องทำคือการทำแบบฟอร์มขึ้นมาฉบับหนึ่ง ที่ใส่ข้อมูล คำจำกัดความ รวมถึงจุดประสงค์การขอเก็บข้อมูลไปใช้ทำอะไรกับเราบ้าง โดยที่หน้าที่ “ผู้ใช้” อย่างเราก็ต้องอ่านสิ่งที่เขาจะเอาข้อมูลของเราไป ก่อนจะกดอนุญาต หรือไม่อนุญาตให้เอาไปใช้งานได้นั่นเอง โดยที่มันจะมีผลทางกฏหมายในกรณีที่เราถูกเอาข้อมูลไปขายต่อ หรือมี SMS ชวนไปยิงนกตกปลา กู้เงินจากกระทรวง 3000 บาท ฯลฯ นั่นเอง 

จัดระเบียบ Cookie ให้จัดการง่ายยิ่งขึ้น

การเข้าถึงคุ้กกี้เป็นเหมือนเพื่อนรู้ใจเราทั้งสองฝ่ายเลยทีเดียว ทั้งเจ้าของเว็บรู้ว่าลูกค้าชอบอะไร

ทั้งผู้ใช้อย่างเราก็ไม่ได้ต้องกลับมาเข้าสู่ระบบใหม่ทุกครั้ง อย่างดูคลิปที่เราชอบโดยไม่ต้องค้นหา อย่างนี้แล้วก็วินวินกันทั้งสองฝ่าย เพียงแต่เจ้าของเว็บอย่าลืมทำแบบฟอร์มขอเก็บข้อมูลเท่านั้นแหละ ถ้าลองเปิดเว็บหาวิธีทำไม่เจอ เราก็มีบริการแบบฟอร์มคุ้กกี้ ครบจบ แค่แปะวาง ถูกตามหลักกฏหมาย กรอกแบบฟอร์มด้านล่างนี้แล้วเจ้าหน้าที่จะเข้าไปให้คำปรึกษาเลย

network system

ปรึกษาการทำระบบ Cookie consent

กรอกแบบฟอร์มให้ทีมงานติดต่อกลับไป