Skip to content

สรุปภัยคุกคามไซเบอร์ไตรมาส 2 ปี 2026 บทเรียนสำคัญจากรายงาน ThaiCERT

สรุปภัยคุกคามไซเบอร์ไตรมาส 2 ปี 2026 บทเรียนสำคัญจากรายงาน ThaiCERT

Loading

 

ในช่วงไตรมาส 2 (เมษายน – มิถุนายน) ของปี 2026 นี้ ทิศทางของภัยคุกคามทางไซเบอร์ทั่วโลกได้ก้าวข้ามจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ จากเดิมที่แฮกเกอร์เคยพึ่งพาเพียงความสามารถเฉพาะตัวหรือเครื่องมือสำเร็จรูปทั่วไป ปัจจุบันเราได้เข้าสู่ยุค AI-Powered Attacks อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศและระบบนิเวศของเหล่านักพัฒนาซอฟต์แวร์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

วันนี้แอดจะหยิบประเด็นที่น่าสนใจ จากเอกสาร Cyber Monthly Roundup ประจำเดือน เมษายน ถึง พฤษภาคม ซึ่งจัดทำโดย สกมช. และ ThaiCERT เพื่อสรุปภาพสถานการณ์ที่น่าสนใจในไตรมาสนี้ให้ฟังพร้อมแนวทางที่องค์กรต้องเร่งจัดการเพื่อปรับตัวต่อไป

ในไตรมาสนี้ ประเด็นที่ร้อนแรงที่สุดหนีไม่พ้นเรื่องขีดความสามารถของ Generative AI เริ่มต้นในเดือนเมษายน มีการตรวจพบช่องโหว่ Unicode Injection บน OpenAI Codex ที่เสี่ยงต่อการถูกขโมย GitHub OAuth Token และช่องโหว่ Prompt Injection บน CrewAI ที่เปิดทางให้คนร้ายเจาะทะลุ Sandbox ออกมาสั่งรันรหัสอันตรายได้

อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือ Anthropic เปิดตัว AI โมเดลใหม่ในชื่อ Claude Mythos โดยในการทดสอบพบว่ามันมีความสามารถระดับ “ซูเปอร์แฮกเกอร์” ที่สามารถสแกนและตรวจเจอช่องโหว่ระดับ High และ Critical ในซอฟต์แวร์สำคัญทั่วโลกได้มากกว่า 10,000 รายการภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์

เรื่องน่าสนใจอีกเรื่องคือ แฮกเกอร์ได้นำ AI อย่าง GPT 5.4 Cyber มาใช้ประมวลผลโค้ดและสร้างโมเดลการโจมตี (Exploit) ได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง แทนที่จะเป็นหลายเดือนเหมือนแต่ก่อน จนหน่วยงานระดับโลกอย่าง NCSC สหราชอาณาจักรต้องออกโรงเตือนว่า โลกกำลังจะเผชิญกับภาวะ “Patch Wave” หรือคลื่นการออกแพตช์ถล่มทลายจนทีมไอทีอาจรับมือไม่ทัน

2. เทรนด์ใหม่แรนซัมแวร์ "Data Extortion" เน้นรีดไถ นำข้อมูลไปขายต่อ

ผลการวิเคราะห์จากรายงาน Verizon DBIR 2026 ระบุว่า กลยุทธ์ของกลุ่มกลุ่ม Ransomware ในปีนี้ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แฮกเกอร์เริ่มตระหนักว่าองค์กรต่าง ๆ มีระบบ Backup ที่ดีขึ้น ทำให้สถิติการยอมจ่ายค่าไถ่เพื่อกู้คืนระบบลดลงอย่างต่อเนื่องจาก 76% ในปี 2019 เหลือเพียง 28% ในปี 2026 นี้

แฮกเกอร์จึงปรับแผนมาทำ Double Extortion หรือเปลี่ยนเป็น Pure Extortion ไปเลย คือ “ขโมยข้อมูลออกไปอย่างเดียว แล้วขู่ว่าจะปล่อยสู่สาธารณะเพื่อทำลายชื่อเสียง โดยไม่ทำการเข้ารหัสระบบ (Encryption)” วิธีนี้ตรวจจับยาก และจบงานได้ไวขึ้นในระดับไม่กี่ชั่วโมง

จากรายงานพบว่า Charter Communications ถูกกลุ่ม ShinyHunters โจมตีและนำข้อมูลลูกค้ากว่า 4.9 ล้านรายไปปล่อยบน Dark Web รวมถึงบริษัทเภสัชกรรมยักษ์ใหญ่อย่าง Novo Nordisk (ผู้ผลิตยา Ozempic) ที่โดนกลุ่ม FulcrumSec อ้างว่าขโมยข้อมูลไปถึง 1.3 TB

3. Supply Chain Attack มุ่งเป้าผู้ให้บริการบุคคลที่สาม และคลังโค้ดนักพัฒนา

เนื่องจากระบบความปลอดภัยรอบนอกขององค์กรหลักมีความแข็งแกร่งขึ้น แฮกเกอร์จึงหันไปโจมตีผ่านช่องโหว่ของคู่ค้า (Third-party Vendor) และเจาะกลุ่มนักพัฒนาซอฟต์แวร์โดยตรง เช่น

เจาะผ่านแอปบุคคลที่สาม  แพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง Salesforce และ LastPass ได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการที่แฮกเกอร์กลุ่ม Icarus บุกรุกแอปพลิเคชัน Klue เพื่อขโมย OAuth Token ส่งผลให้ข้อมูล CRM ของลูกค้าลักลอบรั่วไหลออกไปได้โดยไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

 

ภัยแฝงในคลังซอร์สโค้ด มีการตรวจพบแคมเปญมัลแวร์ Miasma แฝงรหัสอันตรายในแพ็กเกจ npm และส่วนขยายอันตรายบน VS Code ที่เจาะเข้าไปยึดคลังเก็บซอร์สโค้ด (Repository) ของ GitHub สำเร็จกว่า 3,800 รายการ เพื่อดักขโมยคีย์และข้อมูลรับรองตัวตน (Credentials) ของนักพัฒนา

4. สรุปช่องโหว่และมัลแวร์ยอดฮิต (Vulnerabilities & Malware Highlight)

แคมเปญ ClickFix & Phishing ยกระดับ แฮกเกอร์ใช้เทคนิค Adversary-in-the-Middle (AiTM) ร่วมกับการซื้อโฆษณา Google Ads ปลอมหน้า Login หรือแฝงเนื้อหาผ่านระบบแจ้งเตือนจริงของ Apple Account เพื่อหลอกเอารหัสผ่านและ bypass ระบบ MFA

เทคนิค BYOVD (Bring Your Own Vulnerable Driver) กลุ่มแรนซัมแวร์น้องใหม่อย่าง The Gentlemen ได้พัฒนาเครื่องมือชื่อ GentleKiller โดยการแอบโหลดไดรเวอร์ที่มีช่องโหว่เข้าไปในระบบ เพื่อสั่งบังคับปิดการทำงาน (Process) ของซอฟต์แวร์ความปลอดภัยระดับ EDR กว่า 48 แบรนด์ชั้นนำ ทำให้ระบบความปลอดภัยของเหยื่อไม่ทำงานก่อนจะฝังมัลแวร์ลงไป

IoT Botnet ระบาดหนัก บอตเน็ตสายพันธุ์ Mirai อย่าง Masjesu และ AryStinger ยังคงสแกนและเข้ายึดครองเราเตอร์รุ่นเก่าที่หมดอายุการสนับสนุน (End-of-Life) เช่น D-Link และอุปกรณ์ IoT รวมหลายพันเครื่องทั่วโลก เพื่อใช้เป็นฐานปฏิบัติการทำ Proxy และระดมโจมตี DDoS

FWaaS by ProSpace อีกหนึ่งทางเลือกในยุค AI ไซเบอร์

จากภัยคุกคามในไตรมาส 2 นี้ จะเห็นได้ชัดเจนครับว่า “การตั้งรับด้วย Antivirus หรือระบบ Backup เพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพออีกต่อไป” เพราะการโจมตีในปัจจุบันมีความเร็วสูงจากการใช้ AI และเน้นลักลอบขโมยข้อมูลออกไปอย่างเงียบ ๆ โดยผ่านช่องทางที่ถูกต้อง (เช่น OAuth Token หรือ VPN Session ที่หลุดรอด)

สิ่งที่องค์กรต้องการในตอนนี้คือ ระบบป้องกันเชิงรุกที่ทรงพลังและทีมงานไอทีที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการป้องกันภัยไซเบอร์ อย่าง FWaaS (Firewall-as-a-Service) by ProSpace และสำหรับองค์กรที่สนใจ ต้องการรายละเอียดหรือข้อมูลเพิ่มเติมว่า FWaaS by ProSpace คืออะไร และสามารถช่วยเสริมงานองค์กรของท่านได้อย่างไร สามารถติดต่อพวกเรามาได้ที่

ทั้งนี้ทางทีม ProSpace ต้องขอขอบคุณข้อมูลจาก ThaiCERT และ NCSA Thailand สำหรับรายงาน Cyber Monthly Roundup ประจำไตรมาสที่ 2 ปี 2026 ที่รวบรวมข้อมูลอันมีค่าเกี่ยวกับภัยคุกคามและช่องโหว่ล่าสุด ผู้อ่านสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมรวมถึงคำแนะนำในการรับมือภัยคุกคามเฉพาะด้านได้ที่ Link ด้านล่าง