Skip to content

เรียนรู้พฤติกรรมของคนมางานอีเว้นท์ยุคใหม่ ไม่เห็นอีกแล้วภาพการเดินงานแบบเดิมๆ

20260421-เรียนรู้พฤติกรรมของคนมางานอีเว้นท์ยุคใหม่-786x506

Loading

แอดได้มีโอกาสคลุกคลีกับ Event Organizer ซึ่งแอดได้มีโอกาสพูดคุยกับครีเอทีฟ และผู้จัดงาน โดยเฉพาะในประเด็นพฤติกรรมของคนมางานอีเว้นท์ยุคใหม่ ที่ทำให้ Event Organizer ต้องปรับตัว แบบที่ ถ้าไม่ทันก็ล้าหลัง และหลุดวงโคจรไปนั่นเอง

จากที่แอดพูดคุย สรุปได้ว่า คีย์ของงานอีเว้นท์ยุคใหม่ ต้องว้าว ตื่นตาตื่นใจ อีกทั้งงานต้องดำเนินได้อย่างราบรื่น ไม่เจออุปสรรค ไม่ช้าให้กวนใจ ทั้งนี้หากจับพฤติกรรมของคนมางานออกมา จะเห็น 6 ประเด็นที่น่าสนใจ ได้แก่

  • Outcome-Driven (เนื้อหาของงานสำคัญกว่ากิมมิค): สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ ผู้ร่วมงานมองหา “คุณค่า” ที่จะได้รับ พวกเขาไม่ได้สนใจว่าคุณจะใช้ AI ที่ซับซ้อนแค่ไหน แต่สนใจว่าจะได้เจอใครบ้าง (Connection) หรือได้เนื้อหาที่นำไปใช้ได้จริงได้มากน้อยเพียงไร พบว่าแม้งานที่ไม่มีเทคโนโลยีหวือหวาแต่ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าตามที่พวกเขาต้องการ พวกเขาก็พร้อมจะไปงานนั้น แต่ถ้ามีทั้งเนื้อหาที่ใช่ กิมมิคที่ยอดเยี่ยม งานนั้นจะอยู่ในความทรงจำ สร้างประสบการณ์ที่ดีในการเข้าร่วมงาน
  • Hyper-Personalization (ความคาดหวังประสบการณ์เฉพาะบุคคลขั้นสุด): ในยุคที่ผู้คนมีเวลาน้อยลง ผู้ร่วมงานเกลียดการเดินไปทั่ว ไม่มีแกนของงาน พวกเขาคาดหวังให้ผู้จัด นำ AI มาช่วยทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยส่วนตัว (Curator) เช่น การจัด Dynamic Agenda หรือการคัดเลือกแนะนำ 5 เซสชันที่ตรงกับความต้องการของผู้เข้าร่วมงานมากที่สุดจากทั้งหมด 200 เซสชัน  เป็นต้น
  • Zero Tolerance for Friction (ไม่ชอบการต้องคอยและความยุ่งยากทั้งปวง): สำหรับคนยุค 2026 ความล่าช้า ความซับซ้อนคือความล้มเหลว พวกเขามองว่าแบบฟอร์มลงทะเบียนที่ยาวและเยิ่นเย้อคือ “อุปสรรค” และต้องการประสบการณ์ที่ลื่นไหลแบบไร้สัมผัส ตั้งแต่การเช็คอินด้วย QR Code ไปจนถึงระบบ Indoor Navigation ที่นำทางในฮอลล์ได้อย่างแม่นยำเพื่อไม่ให้เสียเวลาเดินหลงไปมาในงาน
  • Interactive & Immersive Engagement (ชอบมีส่วนร่วมและโต้ตอบ): ผู้ร่วมงานไม่ต้องการเป็นเพียงผู้รับสารที่นั่งฟังเฉยๆ (Passive) แต่ต้องการประสบการณ์ที่ได้ลงมือทำหรือมีปฏิสัมพันธ์ผ่านเทคโนโลยี เช่น การใช้ VR,AR เพื่อดูสินค้าจำลอง หรือการมีส่วนร่วมผ่าน Gamification และการตอบโพลล์แบบเรียลไทม์
  • Virtual Networking is very Important (โลกเสมือนคือพื้นที่ ที่ต้องให้ประสบการณ์ไม่แพ้กับ Onsite): ข้อมูลหลายแหล่งชี้ชัดตรงกันว่าผู้ร่วมงานถึง 40% รู้สึกว่าการสร้างเครือข่ายธุรกิจบนโลกออนไลน์มีประสิทธิภาพไม่แพ้กับการพบปะซึ่งหน้า นอกจากนี้พวกเขายังต้องการรักษาความสัมพันธ์กับคอนเนคชันใหม่ๆ ต่อไปได้บนแพลตฟอร์มแม้จะจบงานไปแล้วก็ตาม
  • Sustainability Consciousness (ใส่ใจโลกอย่างจริงจัง): “กระดาษ” กลายเป็นส่วนเกินที่ผู้ร่วมงานไม่ได้อยากได้ หรืออยากถือตอนเดินในงาน พวกเขาคาดหวังให้ผู้จัดงานเปลี่ยนเอกสารและนามบัตรให้เป็นรูปแบบดิจิทัลทั้งหมดผ่านระบบ Tap-to-connect บน Smart Band หรือ Badge เพื่อลดขยะ และไม่ต้องหิ้วเอกสารพะรุงพะรังภายในงาน

เทคโนโลยีพลิกโฉมอีเวนต์ ทั้งหลังบ้านและหน้างาน

เพื่อให้ตอบโจทย์พฤติกรรมที่ซับซ้อนขึ้น หลายๆ เทคโนโลยีจึงถูกนำมาใช้ในหลากหลายมิติ ได้แก่

AI & Advanced Analytics: สมองกลผู้รู้ใจ

AI ไม่ใช่แค่ Chatbot อีกต่อไป แต่พัฒนาไปสู่ระบบ Natural Language ที่ช่วยผู้จัดงานดึง Insight หรือจัดตารางพนักงานทีมต่างๆได้ทันที นอกจากนั้น ฝั่งผู้ร่วมงาน ก็จะมี AI ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยส่วนตัวในการจัด Dynamic Agenda คัดเลือกเซสชันยอดฮิตที่ตรงกับความต้องการจากหลายร้อยช่วงมาให้เหลือเพียงไม่กี่รายการที่สำคัญที่สุด

Location-Based Technology: เมื่อสถานที่มีชีวิต

การหลงทางในฮอลล์ใหญ่ๆ จะหมดไปด้วย Blue Dot Navigation ระบบนำทางในอาคารที่แม่นยำระดับเมตร นอกจากนี้ Organizer ยังสามารถใช้ Geofencing เพื่อส่งข้อความ Push Notification แบบเรียลไทม์เมื่อคนเดินเข้าโซนที่กำหนด เช่น “คุณอยู่ใกล้ VIP Lounge แล้ว แวะมารับกาแฟฟรีทันที!” ขณะที่ระบบ Heat Mapping จะช่วยให้คุณเห็นความหนาแน่นของคนในงาน เพื่อบริหารจัดการจุดที่เป็นคอขวดและรายงาน ROI ให้สปอนเซอร์ได้อย่างแม่นยำ

Smart Wearables & Contactless Tech: สัมผัสที่ไร้รอยต่อ

ลืมการแจกนามบัตรไปได้เลย เพราะเทคโนโลยี NFC/RFID ใน Smart Badges ทำให้การแลกเปลี่ยนคอนแทคกลายเป็นเรื่องง่ายแค่การ “Tap-to-connect” หรือแตะป้ายชื่อเข้าหากัน นอกจากจะสะดวกแล้ว ข้อมูลเหล่านี้ยังถูกนำไปทำ Behavioral Profiling เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมว่าคนชอบบูธไหนมากที่สุด

Immersive Experience: โลกเสมือนที่จับต้องได้

สำหรับสินค้าขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถยกมาโชว์ได้ เทคโนโลยี VR (Virtual Reality) AR (Augmented Reality) จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ เพียงแค่สแกน Marker ผู้ร่วมงานก็สามารถเห็นโมเดล 3 มิติขนาดเท่าจริงผ่านมือถือได้ทันที รวมถึงการใช้ Holograms เพื่อนำเสนอวิทยากรที่อยู่คนละซีกโลกให้มาปรากฏตัวบนเวทีได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ

นอกจากนี้ อย่าลืมว่ายังมีคนถึง 40% ที่รู้สึกปลอดภัยกับการทำ Virtual Networking บนโลกออนไลน์มากกว่า ดังนั้นการจัดงานแบบ Hybrid ที่มีระบบ Live Streaming และเครื่องมือแปลภาษาแบบเรียลไทม์ จึงยังเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อขยายฐานผู้ชมไปทั่วโลก

โลกอีเว้นท์ เป็นโลกที่ต้องปรับตัว เพื่งดึง attention ของผู้เข้าร่วมงานให้ได้มากที่สุด

การทำอีเวนต์ในยุคใหม่ ไม่ใช่แค่เรื่องของการนำเทคโนโลยีที่แพงที่สุด ไฮเทคที่สุดมาใช้ แต่คือการใช้เทคโนโลยีที่ “ใช่” เพื่อลบความหงุดหงิด (Friction) และเพิ่มมูลค่า (Outcome) ให้กับผู้คน ตั้งแต่ระบบหลังบ้านไปจนถึงระบบหน้าบ้านต่างๆ

และแน่นอนว่า รากฐานสำคัญของเทคโนโลยีล้ำสมัยทั้งหมดนี้ ไม่ว่าจะเป็นการสตรีมมิ่ง 4K, การเชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT นับพันชิ้น หรือการประมวลผล AI บนคลาวด์ จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาดโครงสร้างพื้นฐานด้านเครือข่ายที่เสถียรและทรงพลัง

 WiFi Rental by ProSpace เราเข้าใจดีว่าในโลกของ Event Tech “ความเสถียร” คือกุญแจสำคัญ เราจึงพร้อมเป็นพาร์ทเนอร์ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ เพื่อให้ Organizer มั่นใจได้ว่าทุกจุดสัมผัสของเทคโนโลยีในงานจะลื่นไหล ไร้รอยต่อ และสร้างความประทับใจให้ผู้ร่วมงานได้อย่างแท้จริง สนใจข้อมูล ต้องการสอบถามหรือรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อทีมงานได้ที่ โทร: 085-449-7373  Email: sales@prospace.services