แบคอัพ LINE วิธี สำรองข้อมูลไลน์ ด้วย Gmail ทำง่าย ไม่เก่งไอทีก็ทำได้

Line เป็นเหมือนอวัยวะหลักในการทำงานของคนออฟฟิศ ทั้งมีการส่งรูปภาพ ส่งข้อความทักทาย หรือส่งเอกสาร เราแต่ปัญหาคือบางครั้งไฟล์ที่ส่งมานั้นหมดอายุไปซะแล้ว สับสนแชทไลน์ที่คุยกันเยอะแยะมากมายไปหมดจนบางครั้งก็หายไป แต่จริงแล้วมีฟีเจอร์ในการ แบคอัพ Line อยู่ โดยการใช้ Gmail ในการผูกบัญชีซึ่งมีวิธีการในการทำเป็นขั้นตอน ซึ่งข้อดีของการแบคอัพข้อมูลไว้นอกจากเผลอลบแอพแล้วยังมีประโยชน์มากกว่านั้นอีก

ข้อดีของการผูกบัญชี แบคอัพ Line

เผลอลบแอพทิ้ง

สำหรับปัญหาคลาสิกที่คนทำข้อมูลไลน์หายนั้นเกิดจากการใช้งานมือถือในชีวิตประจำวัน เพียงแต่ว่าหลายครั้งเองก็จะมีการลบแอพออกจากเครื่องเพราะเปลืองเมมโมรี่ หรือ ลบแอพออกโดยไม่ได้ตั้งใจก็ตาม การลบแอพพลิเคชั่น Line ออกโดยไม่ได้มีการสำรองข้อมูลไว้ก่อนล่วงหน้า การติดตั้งใหม่อีกครั้งข้อมูลการแชทต่างๆจะสูญหายทั้งหมดแบบเรียกย้อนกลับไม่ได้

มือถือสู่ขิต

หลายครั้งเองมือถือเพื่อนรักที่ใช้งานจนแทบเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันก็อาจจะจากลาก่อนวันเวลาที่ต้องการ ไม่ว่าจะดับไปดื้อๆ หรือเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้น้องไม่สามารถเปิดติดได้กระทันหัน ทำให้ไม่ทันได้สำรอข้อมูลจำนวนมหาศาลไว้ในที่ปลอดภัย ทำให้ข้อมูลในไลน์ของเรานั้นหายวับไปกับตา เพื่อนพี่น้องที่เพิ่งติดต่อกันไปไม่นานนี้ก็ไม่รู้มีใครบ้าง

ล้างเครื่อง

เมื่อมือถือนั้นมีปัญหาด้านต่างที่เกี่ยวกับข้อมูล หรือ การประมวลผล ช่างนั้นอาจจะจำเป็นต้องมีการล้างข้อมูลที่อยู่ในเครื่องโดยจำเป็น ทำให้ข้อมูลที่อยู่ในเครื่อง รวมทั้งในแชทไลน์ที่ไม่ได้มีการแบคอัพเอาไว้ก็หายไปกับสายลม

ลืมผูก Gmail กับไลน์

ปัญหายอดฮิตสำหรับคนที่อาจจะไม่เก่งเรื่องไอที คือการสมัครบัญชีไลน์ผ่านเบอร์โทรศัพท์มือถือ แต่ไม่ได้ผูกบัญชีอีเมลไว้กับระบบ จะมีปัญหาที่ไม่สามารถทำการสำรองข้อมูลด้วยระบบนี้ได้โดยวิธีการที่จำเป็นต้องทำคือการมีบัญชี Gmail ก่อนถึงจะเริ่มทำได้โดย สมัคร Gmail จากนั้นเริ่มทำตามขั้นตอนได้เลย

วิธีการ แบคอัพ Line

วิธีการทำระบบสำรองข้อมูลขึ้น Gmail นั้นจำเป็นต้องมีการผูกบัญชีอีเมลก่อนดังนั้นถ้าหากยังไม่มี Gmail หรือจำรหัสผ่านไม่ได้ หรือไม่รู้ว่าตัวเองใช้อีเมลอะไรอยู่ สามารถเข้าไปตรวจสอบดูได้ด้วยตัวเองผ่าน วิธีการสมัคร Gmail ตรวจดูว่าตัวเองใช้อีเมลอะไร จำรหัสผ่านไม่ได้ ทำตามนี้

วิธีการทำระบบสำรองข้อมูลขึ้น Gmail นั้นจำเป็นต้องมีการผูกบัญชีอีเมลก่อนดังนั้นถ้าหากยังไม่มี Gmail หรือจำรหัสผ่านไม่ได้ หรือไม่รู้ว่าตัวเองใช้อีเมลอะไรอยู่ สามารถเข้าไปตรวจสอบดูได้ด้วยตัวเองผ่าน วิธีการสมัคร Gmail ตรวจดูว่าตัวเองใช้อีเมลอะไร จำรหัสผ่านไม่ได้ ทำตามนี้
  1. เปิดแอพไลน์ จากนั้นเข้าไปที่การตั้งค่า

    แบคอัพ Line เปิดแชทไลน์เข้ามาหา แชท

  2. เลื่อนลงมาหา “แชท” แล้วเปิดเข้าไป

    แบคอัพ Line เปิดเข้าไปที่ แชท

  3. เลื่อนลงมาหาบัญชี Google
    (สำหรับคนที่เคยผูกบัญชีแล้วให้ข้ามไปดูขั้นตอนที่ 6 )
    แบคอัพ Line เลื่อนลงมา
    แบคอัพ Line หาบัญชี Google

  4. กดที่ “บัญชี Google” แล้วเข้าสู่ระบบ
    แบคอัพ Line เพิ่มบัญชี Google

  5. กรอกบัญชี Gmail ที่มีโดยถ้ายังไม่มีให้ สมัครตามวิธีการนี้
    แบคอัพ Line เข้าสู่ระบบ

  6. เมื่อเสร็จแล้วจะย้อนกลับมาหน้านี้ให้คลิกที่ “สำรองข้อมูลไปยัง Google ไดร์ฟ”

    สำรองข้อมูล

  7. จากนั้นรอกระบวนการสำรองข้อมูล

    ขั้นตอนการสำรองข้อมูล

  8. จนกระทั่งการสำรองข้อมูลเสร็จสิ้น

    สำรองข้อมูลสำเร็จ

  9. เมื่อเสร็จแล้วจะเห็นสถานะการสำรองข้อมูลครั้งสุดท้ายเป็นอันเสร็จสิ้น

    ประวัติการสำรองข้อมูลแชท

การแบคอัพบัญชีบน Gmail มีประโยชน์อย่างไร?

การแบคอัพระบบด้วยวิธีการใช้อีเมลของ Gmail นั้นข้อดีคือเป็นระบบที่รองรับมาในแอพพลิเคชั่นไลน์ โดยสามารถทำได้ในมือถือเองโดยข้อดีของวิธีนี้สามารถเก็บข้อมูลได้หลากหลาย

  • เก็บประวัติการแชท

    ข้อมูลการแชททั้งหมดนั้นจะถูกแบคอัพไปทั้งหมดว่าระหว่างนั้นมีการคุยกับใครบ้าง โดยจะมีการเก็บข้อความต่างๆที่ถูกบันทึกอยู่ในเครื่อง โดยสามารถตั้งค่าให้มีการแบคอัพอัติโนมัติในทุกๆกี่วัน แต่ต้องให้แน่ใจว่าบัญชี Gmail ของคุณนั้นมีพื้นที่เพียงพอสำหรับสำรองข้อมูลอยู่

  • เก็บไฟล์ เก็บรูปภาพ

    โดยพื้นฐานของการแบคอัพข้อมูลนั้นจะมีการเก็บข้อมูลการแชททั้งหมดให้ แต่การเก็บไฟล์ต่างๆที่ส่งให้กันระหว่างแชทสนทนา โดยการเก็บรักษาไฟล์นั้นยังคงเก็บให้เพียง 7 วันหลังจากที่มีการส่งหาระหว่างกัน เช่น พูดคุยกันวันที่ 1 แบคอัพข้อมูลขึ้นอีเมลวันที่ 5 แต่หลังจากวันที่ 7 ไปแล้วไฟล์ต่างๆก็หมดอายุอยู่ดี ดังนั้นถ้าหากต้องการแบคอัพไฟล์ต่างๆไว้ด้วยตัวเอง ก็ยังไม่ตอบโจทย์การใช้งานอยู่ดี

“จดที” บริการแบคอัพไลน์จาก 7 วันเป็น 1 ปี

“จดที่” เป็นเครื่องมือในการแบคอัพไลน์กลุ่ม โดยการทำงานนั้นจะเป็นการแบคอัพเฉพาะห้องที่ต้องการ จึงเหมาะกับการแบคอัพในไลน์กลุ่มที่ทำงาน ไลน์กลุ่มที่ติดต่อลูกค้า โดยสามารถเก็บไฟล์ต่างที่เป็นประโยชน์ในการทำงานได้อย่างดี

ประวัติการแชท line ย้อนหลัง

เก็บไฟล์ให้ปลอดภัยบนคลาวระดับโลก

ระบบ “จดที่” จะมีหน้าที่เก็บข้อมูล ประวัติการแชท เอกสาร รูปภาพ วีดีโอ ที่ส่งให้กันในกลุ่มทีมงาน ไปแบคอัพบนระบบคลาว ที่จะยืดระยะเวลาเก็บข้อมูลให้สูงสุด 10 ปีอย่างปลอดภัย

ประวัติการแชท line ย้อนหลัง

แบคอัพแชทให้อัติโนมัติแบบเรียลทาม

ระบบจะทำการแบคอัพให้ตลอดเวลา ช่วยแก้ปัญหาระบบเดิมนั้นจะเก็บให้หลังจากช่วงเวลาที่กำหนด หรือ ต้องมานั่งกดแบคอัพข้อมูลด้วยตัวเอง ทำให้เปิดดูได้จากทุกอุปกรณ์ที่มีอินเตอร์เน็ตเชื่อมต่อ

ประวัติการแชท line ย้อนหลัง

เก็บไฟล์แยกให้เป็นหมวดหมู่

ระบบ “จดที” มีระบบจัดเก็บไฟล์ให้ตามหมวดหมู่ แยกเอกสาร แยกรูปภาพ ออกจากกัน ทำให้ง่ายต่อการกลับมาดูข้อมูลอีกครั้งภายหลังในอีกหลายเดือน หรือหลายปีหลังจากนั้น

แพกเกจ “จดที”

นอกจากนี้บริการแบคอัพไลน์กลุ่มนี้มีการเก็บไฟล์ตามหมวดหมู่ แยกประเภทไฟล์ออกจากกัน เช่น ไฟล์ PDF ไฟล์รูปภาพ ไฟล์วีดีโอ ออกจากกันเป็นหมวดหมู่ โดยสามารถกลับมาเปิดดูไฟล์ย้อนหลังได้ตลอดเวลา เนื่องจากมีการระบุวันที่อัปโหลดไว้ให้แล้ว พร้อมสามารถทดลองใช้งานฟีเจอร์เต็มได้ฟรี 30 วันโดยไม่มีข้อผูกมัด

ปรึกษาบริการเพิ่มเติม

เจ้าหน้าที่จะติดต่อกลับไป

2fa มีกี่รูปแบบ two factor authentication เบื้องหลังการโอนเงิน ยืนยันตัวตน บนโลกออนไลน์

2fa

การเข้ารหัสสองชั้น เป็นกระบวนการที่ระบบรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการ Login เข้าระบบผ่านการทำงานที่บ้าน หรือเข้าใช้บัญชีออนไลน์ต่างๆ บทบาทของระบบความปลอดภัยสองชั้น แทบจะเข้ามาอยู่ในทุกกิจกรรมแล้ว วันนี้มาดูกันว่า 2FA กระบวนการเหล่านี้มีอะไรบ้าง ปลอดภัยกว่าที่เคยเป็นยังไงกัน

1FA authentication คืออะไร

ถ้าหากเรานั่นเห็นวิวัฒนาการของอินเตอร์เน็ตยุค 10 ปีมานี้เองจะเห็นได้ว่าพัฒนาการทางด้านระบบความปลอดภัยมีการพัฒนามากยิ่งขึ้นตามบทบาทของมันในชีวิต

เริ่มจากมันเป็นบอร์ดแลกเปลี่ยนสนทนา แลกเปลี่ยนรูปภาพต่าง หรือแค่นัดซื้อขายสินค้าเพียงเท่านั้นเอง โดย 1FA (One factor authentication) หรือการเข้ารหัสเพียงชั้นเดียว ที่เราใช้เป็นประจำเป็นเพียงการใช้ “รหัสผ่าน” ในการเข้ามาทำงานเท่านั้นเอง จนกระทั่งการเปลี่ยนแปลงบทบาทของมันกลายมาเป็น “การยืนยันตัวตน” รวมถึง “การเงิน” ที่ทำการสั่งจ่ายผ่านโลกออนไลน์ ทำให้กระบวนการยืนยันตัวตนด้วย “รหัสผ่าน” ไม่เพียงพอที่ป้องกัน “การโจมตีทางไซเบอร์” อีกต่อไป จึงเป็นขั้นต่อยอดของการพัฒนาสองชั้น หรือ MFA เพื่อมั่นใจถึงความปลอดภัยได้อย่างสูงสุด แล้วมันคืออะไรบ้าง

2fa2FA authentication คืออะไร

การเข้ารหัสสองขั้นตอน เป็นกระบวนการที่ต้องเข้ารหัสสองชั้น 2fa ด้วยการใช้ “รหัสผ่าน” ร่วมกับการยืนยันตัวตนในหลากหลายรูปแบบ เพื่อที่จะทำให้มั่นใจว่ากระบวนการยืนยันตัวตนทางอินเตอร์เน็ตมีความปลอดภัยเพียงพอ แล้วมันมีกี่ประเภท

กระบวนการเข้ารหัส 2FA มีกี่ประเภท

ปัจจุบันแต่ละแพลตฟอร์มนั้นเลือกการใช้ ระบบป้องกันสองชั้นที่แตกต่างกันออกไปตามความปลอดภัยที่ต้องการ โดยแบ่งเป็น 4 ประเภท ดังนี้

  1. Token USB

     ในยุคก่อนที่อินเตอร์เน็ต และ มือถือจะเข้ามามีบทบาทในชีวิตเราสูง เป็นยุคแรกที่เราใช้การยืนยันตัวตนด้วยการเสียบอุปกรณ์ที่บรรจุข้อมูลสำหรับยืนยันตัวก็ได้ถูกนำมาใช้งาน แต่ข้อจำกัดของมันคือเราสามารถถูกขโมยได้เช่นกัน

  2. รหัสเข้าใช้ครั้งเดียว OTP (One Time Password)

    ในช่วงหลังจากที่มือถือเป็นอวัยวะสำคัญสำหรับเรา ทำให้มือถือมีความสำคัญและน่าเชื่อถือไม่ต่างจากการพกบัตรประชาชน ทำให้การส่งรหัส OTP ยืนยันเข้าไปใน SMS มือถือเครื่องที่เราใช้จึงเริ่มใช้งานในการยืนยันตัวอย่างแพร่หลาย โดยรหัสผ่านนั้นมีอายุ 5 นาทีหลังจากที่ส่ง วิธีการนี้นิยมในการเข้าไปใช้ธุรกรรมทางการเงินต่างๆในธนาคารออนไลน์นั่นเอง

  3. โปรแกรม

    ถึงแม้การพัฒนาด้าน OTP ที่ส่งเข้ามือถือของแต่ละคนในการยืนยันตัวตนแล้ว มันยังมีข้อจำกัดในหลายด้าน ทั้งในกรณีที่ผู้ใช้บริการเป็น Application ต่างชาติที่ไม่ได้จดทะเบียนในประเทศก็ไม่สามารถส่ง SMS เข้ามาในมือถือได้ หรือ ระยะเวลาที่ OTP จะหมดอายุมันนานเกินจะทำให้แฮกเกอร์สามารถสวมสิทธิ์ได้ หรือ บางครั้ง SMS ก็ไม่เข้าเครื่องก็มี เลยเป็นที่มาของการพัฒนาขั้นต่อไป คือการใช้โปรแกรมในการมาสุ่มรหัสการใช้งานครั้งเดียวได้
    2fa โดยวิธีการนี้เป็นการเชื่อมต่อระหว่างผู้ให้บริการ กับ เจ้าของโปรแกรมตรวจสอบบุคคล ในการให้สิทธิ์ในการสุ่มรหัส 6 หลักในการลงชื่อเข้าใช้แต่ละครั้ง เช่น เมื่อเราเข้าสู่ระบบด้วยรหัสผ่านเสร็จแล้ว ขั้นที่สองต้องเปิด Authentication app ที่จะเปลี่ยนรหัสผ่านใหม่ทุกๆ 30 วินาที มากรอกลงไปอีกครั้งเพื่อยืนยันว่าเราเป็นตัวจริงนั่นเอง โดยเพียงแค่มีอินเตอร์เน็ต และแอปพลิเคชั่นเท่านั้น ก็สามารถใช้ได้แล้วนั่นเอง จึงเริ่มเป็นที่นิยมแพร่หลาย

  4. Inherent

    วิธีการนี้เป็นการตรวจสอบโดยใช้เซนเซอร์ในการยืนยันตัวตนของเรา เช่น การแสกนลายนิ้วมือ การแสกนม่านตา หรือ การแสกนใบหน้าก่อนจะเข้าใช้งานนั่นเอง โดยหลายครั้งวิธีนี้อาจจะมีข้อจำกัดของอุปกรณ์ด้วยเช่นเดียวกัน เช่น กล้องไม่ชัด หรือ เซนเซอร์มีปัญหา ก็อาจจะทำให้ยืนยันตัวตนในวิธีนี้มีข้อจำกัดอยู่นั่นเองLocation

    วิธีการจับตำแหน่งของเราเป็นวิธีการหนึ่งที่ส่วนใหญ่ไม่ได้ทำระบบเพียงสองชั้นแต่จะเป็นความปลอดภัยสาม สี่ชั้นก็เป็นไปได้ ในธุรกิจการเงินนั่นเอง เช่นการเข้าระบบถึงแม้จะผ่านการยืนยันตัวด้วยรหัสผ่าน และระบบ SMS แล้ว แต่ปรากฏว่าอยู่ตำแหน่งต่างประเทศ เป็นเหตุทำให้มีการต้องยืนยันตัวตนอีกซ้ำอีกครั้ง หรือ ระบบอาจจะบล็อคไม่ให้ทำธุรกรรมได้นั่นเอง

ปรึกษาการออกแบบ Network security กับเรา

กรอกแบบสอบถามที่นี่

วิธีเก็บข้อมูลไลน์ไม่ให้หาย เป็นปี ด้วยวิธีการใน 3 นาที ได้ผล 100%

กู้แชทไลน์ด้วยจดที

จากวิธีกู้แชทไลน์ Line สำรองข้อมูล สำหรับคนขี้ลืม ได้ผล 100% ที่ใช้การแบคอัพผ่าน Google drive ที่ต้องมากดสำรองข้อมูลด้วยตัวเอง วันนี้จึงขอนำเสนอวิธีการแบบใหม่ ที่เก็บไฟล์ได้เป็นปีด้วยวิธีการไหน มาติดตามดูกัน

คนไม่เชี่ยวชาญไอทีมีสิทธิ์ไหม

หลายคนอาจจะได้ทดลองการเก็บข้อมูลมาหลากหลายรูปแบบแล้ว ทั้งการแคบรูป เซฟไฟล์ หรือสั่งให้คนส่งไฟล์กลับมาให้ซ้ำๆ มันเป็นการที่ไม่ช่วยแก้ปัญหาในระยะยาวและไม่ทำงานเหมือนมืออาชีพ โดยอาชีพที่ประสบปัญหาเหล่านี้เป็นประจำ คือ กลุ่มเซลล์ที่ต้องติดต่อลูกค้าเป็นประจำ ต้องส่งเอกสาร ใบ PO ลูกค้า ซึ่งจะง่ายกว่าที่จะดูแลลูกค้าคนสำคัญด้วยการเก็บรายละเอียด เก็บเอกสารต่างๆบนคลาวที่ไม่ต้องบันทึกเก็บไว้ในเครื่อง และเปิดดูได้จากทุกเครื่อง

วิธีการเดิมมันไม่ช่วยคนทำงาน

ปัจจุบันแอพพลิเคชั่นไลน์ มีระบบช่วยการสำรองข้อมูลของเราได้จากการเก็บไว้บน Google drive โดยที่ต้องกดสำรองข้อมูล และเตรียมพื้นที่สำหรับบน Google drive ให้เพียงพอทุกครั้งก่อนเริ่มกดสำรองข้อมูล โดยข้อจำกัดของวิธีการนี้คือสามารถสำรองข้อมูลเพียง “ข้อความ” ที่เคยคุยกันเท่านั้น ไม่สามารถสำรองไฟล์ 

พิมพ์คำเดียว..เปลี่ยนโลกได้ทั้งใบได้ยังไง

เมื่อวันที่หุ่นยนต์เก่งขึ้น เราก็ใช้งานหุ่นยนต์ที่ชื่อ “จดที” มาช่วยเก็บข้อมูลแชทและเอกสารของไลน์ด้วยวิธีการที่คนไม่รู้ไอทีก็ทำได้ดังนี้

กู้แชทไลน์ด้วยจดที

วิธีการทดลองเข้าไปใช้งานมีดังนี้

กู้แชทไลน์ด้วยจดที

หลังจากที่ทีมงานเชิญเข้ากลุ่มแล้วให้เป็นแอพพลิเคชั่นไลน์ขึ้นมา

กู้แชทไลน์ด้วยจดที

เข้าไปหน้าแชทที่ถูกสร้างใหม่

กู้แชทไลน์ด้วยจดที

เมื่อเข้ามาแล้วมีหน้าแนะนำการใช้งานเบื้องต้น

กู้แชทไลน์ด้วยจดที

ก่อนเริ่มใช้ครั้งแรกให้พิมพ์ว่า “จดที” เพื่อให้เริ่มมีการจดบันทึก

กู้แชทไลน์ด้วยจดที

สามารถทดลองส่งไฟล์ ส่งงาน ส่งเอกสารได้ตามใจชอบ

กู้แชทไลน์ด้วยจดที

สามารถเข้ามาดูข้อมูลจดบันทึกบนเว็บ Jott.ai แล้วจากนั้นเข้าที่ปุ่ม “เริ่มให้ JotT ช่วยจดวันนี้”

กู้แชทไลน์ด้วยจดที

จากนั้นเข้าสู่ระบบไลน์ โดยที่เพียงยืนยันการเข้าระบบ

กู้แชทไลน์ด้วยจดที

เข้ามาแล้วจะเห็นหน้าสนทนาที่ผูกไว้กับบัญชีไลน์ดังกล่าว

กู้แชทไลน์ด้วยจดที

สามารถเข้ามาดูห้องแชท ดาวน์โหลดไฟล์ต่างๆที่เคยส่งให้กันได้ตามต้องการ

สรุป

ถึงแม้ว่าการสำรองข้อมูลบนไลน์นั้นจะช่วยในการจดบันทึกในกรณีที่เราเปลี่ยนเครื่องใหม่ แต่เอกสาร รูปภาพ และข้อมูลที่เคยส่งให้กันนั้นก็จะถูกจดบันทึกเพียงแค่ 7 วันดังที่เคยส่งให้กันมา เราเชื่อว่าความสำคัญของการทำงานอย่างเชี่ยวชาญ คือการสามารถบันทึกช่วงเวลา และเอกสารสำคัญของลูกค้าที่คุณดูแลไม่ให้หายไปไหน ถึงแม้จะเข้าด้วยคอมพิวเตอร์หรือมือถือก็ตาม จดทีขอเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาธุรกิจอย่างเชี่ยวชาญนะฮับ ถ้าพี่ๆสนใจทดลองใช้งานสามารถพิมพ์กรอกข้อมูลด้านล่างนี้แล้วทางทีมงานจะเข้าไปให้ทดลองใช้กันเลย

Cybercriminals อาชญากรรมทางไซเบอร์บนโลก Metaverse จะเป็นยังไงต่อไป

เมื่อ 10 ปีที่แล้วเราคงพอจะจินตนาการภาพไม่ออกว่าวันนึงเราจะใช้มือถือเครื่องเดียว ไปเที่ยวได้ทั่วประเทศโดยไม่ต้องจับเงินกระดาษ และเงินเหรียญได้เลยแล้วถ้าบอกว่าอีก 10 ปีข้างหน้าเราจะมีบ้านท่ามกลางหุบเขาที่มีสูดโอโซนได้เต็มปอดในทุกวัน พร้อมกับนั่งประชุมงานกับเพื่อนร่วมงานที่ห่างออกไป 1 หมื่นกิโลเมตรแบบสัมผัสชีพจรกันได้

…คงยากจะจินตนาการ แต่กำลังจะเป็นไปได้ด้วยโลกเสมือน Metaverse 

Metaverse จะเชื่อมต่อโลกทั้งสองใบเข้าด้วยกัน

หลายคนที่เคยเล่นเกมส์ออนไลน์ เก็บ Level ซื้อขาย Item ซึ่งกันและกันหรือแม้แต่หลงรักตัวละครเสมือนในเกมส์ ที่มีเบื้องหลังเป็นคนควบคุมมันอยู่ จนหลายคู่เกิดการคบหาดูใจในชีวิตจริงก็มีมาให้เห็นไม่น้อย

จนกระทั่งการประกาศพัฒนาโลกเสมือนของเจ้าพ่อ Social Media ที่จะร่วมมือกับนักพัฒนาในการทำให้โลกจริงและโลกเสมือนเชื่อมต่อกันแบบไร้รอยต่อ ซึ่งต้องมีการระดมความคิด และนักวิจัยหลายแขนง ทั้งพัฒนาข้อจำกัดอินเตอร์เน็ต โครงสร้างพื้นฐาน ความเร็วของคอมพิวเตอร์ และที่ขาดไม่ได้ก็คือ อุปกรณ์อินเตอร์เน็ตสรรพสิ่ง Internet of Things : IoT 

ดูเหมือนว่าการพัฒนานี้ถ้าเปรียบอินเตอร์เน็ตเป็นพระเอกของเรื่อง ฉะนั้นอุปกรณ์ IoT ที่เป็นเครื่องมือที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต มันเสมือนนางเอกของการพัฒนาเทคโนโลยี่โลกเสมือนชิ้นนี้เลยทีเดียว ทั้งความสะดวกสบายของอุปกรณ์เหล่านี้นี่เอง เป็นที่มาของแฮกเกอร์ที่อยากจะเข้าไปตักตวงผลประโยชน์ โดยเฉพาะการเรียกค่าไถ่ระบบ หรือ Ransomware นั่นเอง

ดาบสองคมของ IoT

โดยหัวใจหลักของอุปกรณ์ Internet of Things นั้นคือ การเชื่อมต่อไร้สาย ซึ่งสะดวกและเปราะบางมากที่สุด ซึ่งวิธีการที่ Hacker ใช้เจาะเข้าระบบเหล่านี้ส่วนใหญ่ยังไม่ซับซ้อนเหมือนระบบ Firewall 

  • วิศวกรรมย้อนกลับ

อุปกรณ์ Iot เหล่านี้เบื้องหลังคือคอมพิวเตอร์ตัวจิ๋วที่มีการประมวลผลด้วยสมองที่เรียกว่า CPU ซึ่งเมื่อผู้ใช้งานซื้อมาใช้แล้วจะมีการตั้งค่ารหัสผ่านเข้าไปในระดับโปรแกรม แต่ระดับฮาร์ดแวร์อย่าง CPU นั้นการจะมาตั้งรหัสผ่านต่างๆใหม่ คงต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบมาปรับเปลี่ยนการตั้งค่า ซึ่งไม่ใช่ทุกคนที่ทำได้อย่างแน่นอน ทำให้เมื่อแฮกเกอร์นั้นกลับไปเปิดดูคู่มือสถาปัตยกรรมของรุ่น CPU เหล่านี้จากอินเตอร์เน็ต จะพบรหัสผ่านเข้าระบบที่เป็นค่าเริ่มต้นจากโรงงานได้อย่างง่ายดายนั่นเอง

  • Password เจ้าปัญหา

นอกจากระบบฮาร์ดแวร์แล้วสิ่งที่เป็นความน่ากังวลต่อมาคือผู้ใช้งานตั้งรหัสที่คาดเดาง่ายนั่นเอง ทั้งการตั้งชื่อและรหัสผ่านเดียวกันในทุก Application และ Platform หรือตั้งตามวันเดือนปีเกิดเหล่านี้ เป็นสิ่งที่แฮกเกอร์เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายนั่นเอง

-ไม่ใช้ Username และ Password เดียวในทุกๆแพลตฟอร์ม
ในโลกออนไลน์นั้นทุก Application มีความเสี่ยงในการถูกขโมยข้อมูลได้ทั้งหมด ฉะนั้นปัญหาต่อมาคือเมื่อถูกขโมยจากที่หนึ่ง อาจจะมีการสุ่ม Login จากช่องทางอื่นๆได้เช่นเดียวกัน กรณีดังกล่าวการตั้งรหัสผ่านที่ไม่เหมือนกัน หรือใช้ Two authentication ก็จะช่วยในกรณี่นี้ได้

-ไม่จดรหัสผ่านไว้ใน Application 

อีกหนึ่งเคสที่เริ่มโด่งดังขึ้นในช่วงที่สกุลเงินดิจิตอลเป็นที่นิยมบนโลกนี้ คือการจดศัพท์ 12 คำสำหรับกู้รหัสผ่านบัญชี Digital wallet นั่นเอง โดยเหยื่อที่ถูกขโมยเงินออกจากบัญชีมีหลายคนที่เกิดจากการจดข้อมูลไว้ในคอมพิวเตอร์ หรือ มือถือนั่นเอง ฉะนั้นการจดใส่กระดาษแล้วเก็บไว้ในที่ปลอดภัยจะช่วยแก้ปัญหาการถูกขโมยได้

  • Bluetooth เจ้าปัญหา

บลูธูธเป็นหนึ่งในส่วนประกอบของ IoT ด้วยการกินแบตเตอรี่ที่ต่ำ และกระจายอยู่ในวงกว้างได้ ความสะดวกสบายนี้ก็นำมาซึ่งปัญหาได้เช่นเดียวกัน เพราะผู้ที่อยู่ในระยะ 20-30 เมตรของอุปกรณ์สามารถเชื่อมต่อเข้าอุปกรณ์ได้ง่ายนั่นเอง โดยอุปกรณ์ชิ้นแรกๆที่ถูกพุ่งเป้าหมายในการโจมตีคืออุปกรณ์ลำโพงอัจฉริยะ ที่สามารถเป็นทั้งตัวรับเสียงไมคโครโฟน และตัวกระจายเสียงนั่นเอง เมื่อนำอุปกรณ์เหล่านี้มาไว้ในที่ส่วนตัว ก็อาจจะถูกดักฟังเสียงได้เช่นเดียวกัน ฉะนั้นการตรวจให้แน่ใจว่าอุปกรณ์ไม่ได้มีการเปิดให้ค้นเจออยู่ตลอด จะช่วยป้องกันการถูกแฮกเกอร์เข้ามาได้นั่นเอง

ความเป็นส่วนตัวที่เปลี่ยนไป

สิ่งที่ปฏิเสธความสะดวกสบายของอุปกรณ์ IoT ที่เริ่มจะรู้ใจเราไปทุกเรื่อง เช่น อากาศร้อนก็ช่วยเปิดแอร์ ฟ้ามืดก็ช่วยเปิดไฟ นมในตู้เย็นหมดก็ช่วยสั่งจากร้านค้า หรือแม้กระทั่งตัวใจเต้นเร็วก็ช่วยเก็บข้อมูลไปให้แพทย์ประจำตัววินิจฉัยโลก เหล่านี้จะทำให้ความเป็นส่วนตัวของทุกคนเริ่มหมดไป ซึ่งเบื้องหลังของอุปกรณ์เหล่านี้คือผู้ให้บริการต่างๆนั่นเอง 

จะเป็นยังไงถ้าหากมีโปรโมชั่นข้าวผัดกะเพราไก่มาเสนอในแอพในวันที่ AI รู้ว่าเราไม่ทำอาหารเย็น จากการติดตามพฤติกรรมประจำวันของเรา หรือ โปรโมชั่นโปรแกรมตรวจเบาหวาน ในวันที่ระดับน้ำตาลในเลือดเราสูงกว่าค่าเฉลี่ยเป็นเวลานาน สิ่งเหล่านี้จะตามมาด้วยการเสียความเป็นส่วนตัว ซึ่งแลกมาด้วยอุปกรณ์ที่รู้ใจเราเก่งขึ้นนั่นเอง

สรุป

แม้ในวันนี้อินเตอร์เน็ตเป็นเสมือนอาหารที่ต้องได้รับมาในทุกวัน ซึ่งต่อไปอินเตอร์เน็ตและปัญญาประดิษฐ์อาจจะเปรียบเสมือนอากาศที่เราต้องหายใจเข้าออก ซึ่งอากาศนั้นมีทั้งอากาศดี และอากาศผสมมลพิษมากมาย เมื่อวันที่ Metaverse ค่อยๆคลานเข้ามาหาเรานั้น ก็เสมือนแฮกเกอร์ก็เริ่มขยับเข้าใกล้เรามากขึ้นเช่นเดียวกัน จึงเป็นโจทย์ท้าทายทั้งวิศวกรรมด้านระบบ และด้านความปลอดภัยที่ต้องพัฒนาต่อๆไปไม่มีสิ้นสุด

ซึ่งถ้าหากว่าผู้อ่านต้องการจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับโลก Metaverse และการพัฒนาด้านระบบ IoT กับทาง Prospace ก็สามารถแลกเปลี่ยน และฝากคำถามทางไอทีไว้กับเราได้ที่นี่ โดยที่ทางทีมงานและอาสาสมัครจะช่วยเข้ามาแลกเปลี่ยนตอบคำถามให้กับทุกท่านเลย

References :
Source1
Source2